แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้เสียหาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้เสียหาย แสดงบทความทั้งหมด

29/03/2569

การยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30


          ผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ 
          
          ป.วิ.อ.มาตรา 30 "คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้"

          ข้อสังเกตุ :

          1. ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ทั้งคดีอาญาซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดีอาญาแผ่นดิน แต่ถ้าไม่ได้เป็นผู้เสียหายในคดีอาญานั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568 การที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก ณ. ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอก ณ. หลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอก ณ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่ ข. โดยตรงเพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น ข. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อันมีผลทำให้ ข. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

          2. ผู้ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย หรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5, 6 ที่มีอำนาจอย่างสมบูรณ์
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2549 เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยมาโดยไม่ชอบจำเลยก็ฎีกาไม่ได้ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2563 ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตายจนเป็นสาเหตุให้จำเลยหึงหวงและทะเลาะกัน แล้วแยกกันอยู่กับ จ. ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันอีก วันเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเห็นรถจำเลยจอดอยู่ จึงขับรถมาจอดเทียบข้างรถจำเลย แล้วจำเลยพูดกับผู้ตายว่า มึงยังไม่เลิกยุ่งกับเมียกูอีกหรือ ลูกโตกันหมดแล้ว ก็เป็นการพูดในทำนองขอร้องให้ผู้ตายเลิกคบหากับ จ. และให้เห็นแก่บุตรของจำเลยกับ จ. ซึ่งโตแล้ว แต่ผู้ตายกลับพูดด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า จะเลิกยุ่งทำไม เมียมึงเย็ดมันดี ซึ่งเป็นการพูดต่อหน้าบุตรชายของจำเลยที่เกิดกับ จ. ด้วย คำพูดของผู้ตายเช่นนั้นเป็นการเย้ยหยันและดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของจำเลยอย่างรุนแรง จึงเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และการที่ผู้ตายคบหากับ จ. มาตั้งแต่ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ถือว่าจำเลยถูกกดขี่ข่มเหงต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้จำเลยไม่อาจ อดกลั้นโทสะไว้ได้จึงใช้ปืนยิงผู้ตายไปในทันทีทันใด กรณีย่อมเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72
          ผู้ตายมีส่วนก่อให้จำเลยกระทำความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2101/2567 จ. เป็นบุพการีของ น. ผู้ตาย จ. จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเช่นเดียวกับ ร. โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย การที่ จ. ยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ร่วมเดิม ถือได้ว่า จ. ประสงค์ขอใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วยอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมเพื่อสืบสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วม ย่อมถือว่า จ. เข้าสืบสิทธิดำเนินคดีแทน ร. โจทก์ร่วม เมื่อ ร. ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ จ. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาต่อไป จึงชอบด้วยกฎหมาย จ. จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้

          3. ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล และผู้เสียหายก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายคนเดียวกันนั้นจะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21329/2556 การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ. ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลย แต่การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้จึงไม่ชอบ
 
          4. คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในกรณีมีผู้เสียหายหลายคน และผู้เสียหายคนหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นโจทก์แล้ว ผู้เสียหายคนอื่น ๆ ก็สามารถขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ เพราะสิทธิการฟ้องจำเลยเป็นสิทธิของผู้เสียหายแต่ละคน 
 
          5. ผู้เสียหายมีสิทธิสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเเท่านั้น ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเอง ผู้เสียหายคนอื่นด้วยกันจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้  จะเลี่ยงไปใช้วิธีการยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ได้ เพราะ ป.วิ.อ. มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ทางแก้คือต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3320/2528 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา30, 31 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายสำหรับคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายด้วยกัน มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ สิทธิการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา นอกจากสองกรณีดังกล่าวนี้แล้วย่อมไม่อาจมีได้ ดังนั้น ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายคนหนึ่ง ได้ยื่นฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้
          แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ที่ 3 เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ในคดีนี้คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จึงมิใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีต่อมาได้
          ปัญหาเกี่ยวกับการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2529 การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานั้น มีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และ 31 เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้ว การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่อาจจะมีได้ ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ผู้เสียหายอื่นจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้ และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(2) ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วม ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะในมาตรา 30 และ 31 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2562 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าตามฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นการขอให้ศาลสั่งเมื่อมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดอันถือได้ว่าเป็นคำขออุปกรณ์ คดีนี้จึงเป็นคดีความอาญา ซึ่งวิธีพิจารณาคดีจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งหากมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดวิธีพิจารณาคดีไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ไม่นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม สำหรับเรื่องการขอเข้าร่วมเป็นคู่ความในคดีอาญานั้นมีได้เฉพาะดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และมาตรา 31 ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและกรณีพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีดังกล่าวแล้ว การขอเข้าเป็นคู่ความในคดีไม่อาจจะมีได้ ทั้งการอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ตามที่ผู้ร้องฎีกาก็ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติกรณีเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้ไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 30 และมาตรา 31 แล้ว ประกอบกับการเป็นคู่ความในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) มีเพียงสองฝ่าย คือโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ดังนั้น แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีและมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลย ผู้ร้องก็ไม่อาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้

          6. ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้ คือ มีระยะเวลายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ถึงวันก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีนั้นเท่านั้น

          7.  เมื่อผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแล้ว หากพนักงานอัยการเห็นว่าผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย โดยกระทำหรือละเว้นกระทำการใด ๆ ในกระบวนพิจารณา พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งให้ผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้น ๆ ได้

          8.  คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาต คำสั่งส่งผลให้คดีเสร็จไปจากศาล ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที

          9. ผลของการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ทำให้ผู้เสียหายต้องถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก และผู้เสียหายจะใช้สิทธินอกเหนือไปจากสิทธิของพนักงานอัยการไม่ได้ 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2525 โจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการ จึงไม่มีอำนาจขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องให้นอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการ หากศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องส่วนที่โจทก์ร่วมขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องไว้ก็มีอำนาจสั่งงดเสียได้
          เมื่อศาลมิได้อนุญาตให้แก้และเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องของโจทก์ร่วม จึงลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องนั้นไม่ได้

           📌 ปรึกษาทนาย

08/03/2569

กรรมการยักยอกทรัพย์ของบริษัท ถือว่าผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องคดีได้เอง

 

          กรรมการยักยอกทรัพย์ของบริษัท ถือว่าผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 (ประชุมใหญ่) คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

          --------------------------------------------

          โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 และ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี

          จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ระหว่างพิจารณา นางสาวกิรณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264, 265 และมาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยกระทำความผิด 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี รวมจำคุก 48 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 32 ปี แต่กระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ถูกประทุษร้าย 8,962,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

          โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยรู้จักกันตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2556 สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 2 คน คือโจทก์ร่วมและจำเลย โดยทั้งสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท โดยเอกสารที่เกิดเหตุปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นเอกสาร 3 ฉบับ ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ได้แก่ ฉบับที่ 1 หนังสือบริคณห์สนธิซึ่งระบุว่ามีผู้เริ่มก่อการ 3 คน คือ โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌ. ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ละคนเข้าชื่อซื้อหุ้นไว้แล้ว 4,425 หุ้น 3,325 หุ้น และ 2,250 หุ้น ตามลำดับ มีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ 2 แห่ง ฉบับที่ 2 คำรับรองลายมือชื่อของพยาน ซึ่งนางสาว ท.และนาย ย.ลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท ว. ทุกคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตน และด้านล่างของเอกสารมีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ในฐานะผู้เริ่มก่อการ/กรรมการผู้ขอจดทะเบียน ฉบับที่ 3 รายงานชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัท ระบุชื่อโจทก์ร่วม จำเลย และนางสาว ฌ.ว่าแต่ละคนถือหุ้นตามจำนวนหุ้นข้างต้น โดยมีลายมือชื่อที่มีลักษณะว่าเป็นของแต่ละบุคคลกำกับไว้ในตอนท้ายของจำนวนหุ้น และด้านล่างยังมีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการรับรองว่าถูกต้อง จากนั้นประมาณกลางปี 2558 มีข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมและบิดาของโจทก์ร่วมสูญหาย แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความขัดแย้งบาดหมางกันตลอดมา และจำเลยถูกฟ้องว่าลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์ดังกล่าว

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม และจำเลยทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยเป็นผู้จัดเตรียมและรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท ว. เท่านั้น โจทก์ร่วมอ้างแต่เพียงว่าในการก่อตั้งบริษัท ว. นั้น โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 60 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 21 ส่วนที่เหลือเป็นของนายภัทร โดยโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นนั้นได้มีการทำบันทึกไว้แต่ไม่ได้อ้างส่งศาล แสดงว่าโจทก์ร่วมสามารถนำบันทึกข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมาแสดงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่นำมาแสดงต่อศาล ทั้งที่จำเลยปฏิเสธมาตลอดว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับจำนวนหุ้น และรายชื่อผู้ถือหุ้นขาดความน่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจะเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมเบิกความ ส่วนจำเลยปฏิเสธว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 และเอกสารที่นำไปใช้เป็นหนังสือบริคณห์สนธิและรายชื่อผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ว. ระบุว่าโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 และมีโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นกรรมการผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นบริษัทก็ได้มีการดำเนินกิจการโดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการร่วมกัน และมีการนำหนังสือรับรองและหนังสือบริคณห์สนธิฉบับที่จดทะเบียนบริษัทไปทำธุรกรรมเปิดบัญชีเงินฝากของบริษัท ว. ต่อธนาคาร โดยจำเลยยืนยันว่าโจทก์ร่วมและจำเลยช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและรายชื่อหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในบริษัท เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าบริษัท ว. มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เบิกความให้เห็นว่า โจทก์ร่วมรับทราบถึงหนังสือบริคณห์สนธิที่มีการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด และรับทราบได้อย่างไร แต่กลับได้ความจากที่โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่โจทก์ร่วมส่งสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการพร้อมประทับตราบริษัท เอกสารในการขอเปิดบัญชีที่ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเอกสารที่ส่งให้แก่ธนาคารเพื่อขอเปิดบัญชีบริษัท ต่างมีชื่อโจทก์ร่วม จำเลยและนางสาว ฌ.เป็นผู้ถือหุ้น แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารเฉพาะที่มีชื่อนายภัทรเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 เท่านั้น โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคารในการขอเปิดบัญชีบริษัท ทั้งที่โจทก์ร่วมและจำเลยไปดำเนินการด้วยกัน พฤติการณ์และคำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงขัดและแย้งกับเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับหลังจากนั้นทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยก็ยอมรับเอาบัญชีแสดงฐานะการเงินและคำขอเปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท อีกทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมทราบว่ามีการลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมแต่โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมทราบถึงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตั้งแต่เมื่อใด แต่กลับปล่อยปละละเลยและบริหารงานของบริษัท ว. ร่วมกับจำเลยตลอดมา จนกระทั่งมีเหตุขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยในกลางปี 2558 เนื่องจากจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งขอให้เลิกบริษัท ว. จนกระทั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้เลิกบริษัทดังกล่าวและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี สำหรับความขัดแย้งในการบริหารงานร่วมกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น โจทก์ร่วมต้องการไปดำเนินคดีจำเลยเกี่ยวกับการยักยอกเงินของบริษัทเท่านั้น แต่หลังจากไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว จึงได้รื้อฟื้นเรื่องการปลอมเอกสารและ ใช้เอกสารปลอม หนังสือบริคณห์สนธิ คำรับรองลายมือชื่อของพยาน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัทขึ้นมา หลังจากที่มีการดำเนินการในบริษัทร่วมกันมานานประมาณ 2 ปีแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมมีการนำเอาหนังสือรับรองบริษัท และหนังสือบริคณห์สนธิไปใช้ทำธุรกรรมกับธนาคารหลายครั้ง แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ทราบถึงรายละเอียดในหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ร่วมในฐานะกรรมการบริษัทสามารถตรวจสอบถึงความจริงแท้ของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ไม่เชื่อมโยง ยังมีพิรุธน่าสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ว. เป็นจำเลย เพื่อขอเลิกบริษัทต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขณะที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์นั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังไม่ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา และยังไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีบริษัทจึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นเจ้าของร่วมในเงินของบริษัทซึ่งเป็นเงินลงทุนของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วย จำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัททำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายสามารถยกเอาคดีขึ้นว่ากล่าวได้ และมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในข้อหายักยอก นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นและร่วมกันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท บริษัทจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 เงินในส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของบริษัท จึงเป็นเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างร่วมกันนำไปลงทุนกับบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของบริษัท โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยักยอกเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับจำเลย และร่วมกันเป็นกรรมการกับจำเลยในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความอีกว่า บริษัท ว. ซึ่งจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 ส่วนจำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 โดยมีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นผู้ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลนั้น ๆ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และเป็นกรรมการบริษัทผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเองว่ากระทำความผิดเป็นแน่ อีกทั้งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทโดยลำพังคนเดียวจะยกคดีขึ้นว่ากล่าว ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีด้วยตนเองในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทก็กระทำมิได้ เนื่องจากต้องกระทำการร่วมกัน กับจำเลยซึ่งเป็นกรรมการร่วมอีกคนหนึ่งตามข้อบังคับของบริษัท แต่อีกสถานะหนึ่งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และมีประโยชน์มีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรง จึงย่อมได้รับความเสียหาย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเอง หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานยักยอกกระทงละ 8 เดือน คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในปัญหาดังกล่าว

          พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานยักยอก ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.



12/03/2567

ผู้เสียหาย ตามมาตรา 2(4)

        ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4) “ผู้เสียหาย”  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

          1. ผู้เสียหายต้องได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง

          การเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหรือไม่ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินหรือเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสโมสรรัฐสภา และผู้จัดการสโมสร
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3620/2566  ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 10 (1) สโมสรรัฐสภาไม่ได้เป็นนิติบุคคลที่อยู่ในหน้าที่ควบคุมดูแลของโจทก์และมิได้เป็นส่วนราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศรัฐสภา โดยผู้จัดการสโมสรรัฐสภาและคณะกรรมการสโมสรรัฐสภามีอำนาจดูแลและจัดการบริหารทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา อนุมัติการจ่ายเงินของสโมสรรัฐสภา และจัดการซึ่งกิจการโดยทั่วไปของสโมสรรัฐสภา โจทก์มิได้เป็นคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาหรือผู้จัดการสโมสรรัฐสภา จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานหรือจัดการทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา คำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเป็นประธานกรรมการสโมสรรัฐสภา และผู้จัดการสโมสรจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะมีอำนาจเข้าบริหารกิจการและทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินหรือเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา การเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหรือไม่ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด ทั้งการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ การกระทำความผิดของจําเลยที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำต่อรัฐซึ่งเป็นอำนาจของหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตาม ป วิ อ. มาตรา 28 (1) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 151, 157, 334 และ 335

          การที่จำเลยเบิกความเท็จ อ้างว่า ว. สติสมบูรณ์ ช่วยเหลือตนเองได้ และไม่มีสติฟั่นเฟือน ในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ การเบิกความของจำเลยย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2566  ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้

          ความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเรา ผู้เยาว์ซึ่งถูกทำอนาจารหรือถูกกระทำชำเราเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าว มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ได้ แต่เมื่อมารดาซึ่งเป็นผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์ จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2565
ความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเรา ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าว มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย แต่ขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลย แม้ภายหลังจะจดทะเบียนหย่ากัน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อีกทั้งโจทก์คัดค้านคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน เพราะมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ อาจทำให้คดีของโจทก์เสียหาย เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีเพราะเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย จึงทำให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย

          ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ก็ถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 ด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ ทายาทโดยธรรมย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกในส่วนที่ระบุไว้ในพินัยกรรม
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565  โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

          ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน การกระทำการเกี่ยวกับใบภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกัน การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9557/2558   ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน การกระทำการเกี่ยวกับใบภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ท่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วยเมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

          สิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8782/2558   ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า “ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ...” ซึ่งบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าวต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีแพ่งให้แก่บริษัท บ. แล้วก็ตาม แต่วันที่จำเลยกระทำความผิดโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินของจำเลยให้แก่ น. เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

          กรรมการบริษัทกระทำผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิฟ้องกรรมการนั้นได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1041/2558  คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและเป็นกรรมการบริษัทผู้กระทำผิดต่อบริษัท ค. ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 2 (4) และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัทด้วย
          มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. ที่ให้ยุติการฟ้องร้องและยุติข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมด ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. ซึ่งรวมทั้งโจทก์ ตกลงไม่เอาความทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 และไม่เป็นการยอมความในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

          เมื่อผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเอารถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อไปโดยทุจริต ผู้เช่าซื้อย่อมเป็นผู้เสียหายและเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมคดีนี้ได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  16502/2557   จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายในการเล่นการพนันโดยยึดถือรถกระบะที่โจทก์ร่วมเช่าซื้อมาจากผู้ให้เช่าซื้อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ร่วมนำรถกระบะกลับไปใช้ และโจทก์ร่วมไม่นำรถกระบะกลับมาคืนภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีอำนาจนำรถกระบะกลับมายึดถือครอบครองโดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม การที่จำเลยที่ 1 เอารถกระบะไปจากโจทก์ร่วม แม้น่าเชื่อว่าหากโจทก์ร่วมชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน จำเลยที่ 1 คงจะคืนรถกระบะให้ แต่ก็เห็นได้ว่าถ้าโจทก์ร่วมไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 คงไม่คืนรถกระบะให้ การที่จำเลยที่ 1 เอารถกระบะไปดังกล่าวจึงเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในรถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมตลอดไปแล้ว และเมื่อเป็นการใช้อำนาจบังคับเพื่อให้ตนได้รับชำระหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และไม่ว่าโจทก์ร่วมจะผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันดังกล่าวในขณะที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเอารถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อไปโดยทุจริต โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายและเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมคดีนี้ได้

          เมื่อจำเลยยังไม่ได้สิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์ เพราะมิได้เข้าครอบครองที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ โดยโจทก์ร่วมกลับเป็นฝ่ายครอบครองอยู่ก่อนแล้ว จำเลยได้ทำการขัดขวางรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  15933/2557   การที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุระหว่างที่โจทก์ร่วมครอบครองอยู่ แม้ขณะนั้นที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้สิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์ เพราะมิได้เข้าครอบครองที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ โดยโจทก์ร่วมกลับเป็นฝ่ายครอบครองอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขัดขวางรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับทั้งความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

          ผู้ที่ถูกปลอมลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายแล้วมีคนนำเอกสารปลอมไปกู้เงินธนาคาร เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  15315/2557  มีผู้ปลอมสัญญาจะซื้อจะขายโดยมีการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในฐานะผู้จะขายแล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้ติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้

          2. ผู้เสียหายต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย

          แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะมีพฤติการณ์เรียกผลประโยชน์ตอบแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายเป็นคนละส่วนกับต้นเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องเสียไปในการซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอม 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893 - 4895/2565
โจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เอกสารราชการสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินปลอมมาหลอกลวงขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างอาคารอะพาร์ตเมนต์ อยู่ใกล้ถนนพัทยาใต้ติดแหล่งชุมชนจนหลงเชื่อ แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะมีพฤติการณ์เรียกผลประโยชน์ตอบแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างมาในฎีกาก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายเป็นคนละส่วนกับต้นเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องเสียไปในการซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอม

          ผู้เสียหายต้องไม่มีส่วนร่วมหรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5172/2557   การที่โจทก์ร่วมไปหาจำเลยที่ห้องพักซึ่งแม้จะได้ความตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้บอกให้จำเลยกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิด อันจะเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

          ผู้ตายข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงลงมือฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เพราะผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอาญาด้วย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  21814/2556  คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่า น. ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บ. และ อ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ บ. และ อ. จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์และฎีกาด้วย

          ผู้ตายมีส่วนในความประมาทด้วย ถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  19300/2556   การที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 เป็นการยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อคำฟ้องของพนักงานอัยการบรรยายว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทด้วย โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องโดยไม่จำต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่นนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และ 30

          โจทก์ร่วมถือขวานเข้าไปหาเรื่องจะทำร้ายจำเลย จึงถูกจำเลยใช้มีดของกลางออกมาฟันทำร้ายโดยบันดาลโทสะ ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  13195/2556  เมื่อโจทก์ร่วมมีส่วนก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์และไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ในคดีนี้ได้
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดดาบปลายตัดใบมีดยาว 55 เซนติเมตร ฟันโจทก์ร่วมหลายครั้งเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ข้อมือขวาเกือบขาด เส้นเอ็น เส้นประสาทขาดกระดูกหัก กระดูกแขนซ้ายหัก และเส้นเอ็นขาด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะหรือไม่ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมถือขวานเข้าไปหาเรื่องจำเลยที่บ้านของนาย ว. แล้วครั้งหนึ่ง แต่นาง อ. เข้าไปกันไว้ในลักษณะห้ามปราม โจทก์ร่วมจึงเดินกลับบ้านไป แล้วกลับมาอีกครั้งโดยยังคงถือขวานมาด้วยและเงื้อขวานดังกล่าวจะฟันประทุษร้ายจำเลย พฤติกรรมของโจทก์ร่วมดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ร่วมข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยนำอาวุธมีดของกลางออกมาฟันโจทก์ร่วมซึ่งยังคงอยู่บริเวณหน้าบ้านของนาย ว. ในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ จึงเป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมีส่วนก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ และไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ในคดีนี้ได้


           📌 ปรึกษาทนาย