12/05/2569

การฟ้องเพิกถอนคำสั่งไล่ออกตามมติ ป.ป.ช. นั้น ผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องศาลได้ภายใน 90 วันนับแต่วันถูกลงโทษโดยมิต้องอุทธรณ์คำสั่งก่อน

     การฟ้องเพิกถอนคำสั่งไล่ออกตามมติ ป.ป.ช. นั้น ผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องศาลได้โดยมิต้องอุทธรณ์คำสั่งก่อน โดยต้องยื่นฟ้องศาลภายใน 90 วันนับแต่วันที่ถูกลงโทษ 
     หากฟ้องเกินกำหนด 90 วัน ศาลย่อมไม่รับฟ้อง แต่ถ้าได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไว้ด้วย หากต่อมามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกลงโทษออกมาเป็นประการใดแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ถูกลงโทษที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีแต่อย่างใด

     ✅ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1166/2567  ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นายก อบต. ได้ออกคำสั่งลงโทษโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ซึ่งมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้การฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ หรือจะดำเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้นก่อนก็ได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพิพาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ได้
     เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 โต้แย้งคัดค้านคำสั่งพิพาท ในทำนองที่ว่าผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเจตนาทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไมมีอำนาจไต่สวนหรือวินิจฉัยชี้มูลความผิดด้วยเหตุที่ความผิดบางฐานไม่อยู่ในอำนาจของตน การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งพิพาท เมื่อการอุทธรณว่าคำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ประสงค์จะให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งอีกต่อไป และผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างว่าได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้แล้ว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบ อันถือว่าวันถัดจากวันที่ครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์เป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีและจะเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้
     เมื่อปรากฏว่านายก อบต. ได้แจ้งสิทธิการฟ้องคดีและระยะเวลาการฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ไว้อย่างชัดแจ้งในคำสั่งพิพาทแล้ว ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับแจงคำสั่งลงโทษเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 
โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องคดีนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ 2567 การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษทางวินัยตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่บังคับใช้กับกรณีนี้กำหนดไว้ และคดีนี้แม้ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีก็เพียงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น มิใช่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยื่นคำฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดี ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ 
     ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 


    ***อย่างไรก็ตาม มาตรา 101 วรรคหนึ่ง ข้างต้น ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยไว้ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1904/2566 และที่ 1304/2567 กรณีผู้ถูกลงโทษใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์และปล่อยให้ระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยล่วงพ้น
ระยะเวลาตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นกรณีที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ถูกลงโทษเอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยไว้พิจารณาได้ อยางไรก็ดี หากปรากฏต่อมาว่า ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกลงโทษเป็นประการใดแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ถูกลงโทษที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีแต่อย่างใด 
     และมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 508/2568 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกพ้นระยะเวลาตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ฟองคดีเห็นว่าดุลพินิจในการกำหนดโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายควรลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก ซึ่งได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยเมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์(คำสั่งทางปกครอง) แต่ยังเห็นว่าดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้ศาลมีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้ว 

     ซึ่งจากคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัย ย่อมมีทางเลือกที่จะใช้สิทธิทางศาลตามแนวทางใดและนับระยะเวลาการฟ้องคดีอย่างไร รวมทั้งจะอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร

08/05/2569

นายทะเบียนออกระเบียบกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ที่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย


     การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ที่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542

     แม้นายทะเบียนสหกรณ์จะมีอำนาจในการออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ แต่ย่อมต้องคำนึงถึงหลักการและความเป็นอิสระของสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการควบคุม กำหนดนโยบายและการตัดสินใจของสหกรณ์ด้วยซึ่งต้องใช้อำนาจกำกับดูแลเท่าที่จะเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการสหกรณ์เท่านั้น 

     นายทะเบียนสหกรณ์จึงมีอำนาจเพียงกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ที่ให้สมาชิกของสหกรณ์โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งและเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ด้วยได้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์  

     สหกรณ์ได้กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ไว้ในข้อบังคับสหกรณ์โดยชอบแล้ว จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวของสหกรณ์

     การที่นายทะเบียนสหกรณ์ออกระเบียบว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกสหกรณ์ ย่อมขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 17/2569)

กรมที่ดินต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ตรวจสอบบัญชีอายัด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ต้องรับโอนที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

✍️ กรมที่ดินในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เหตุจากเจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ตรวจสอบบัญชีอายัด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีต้องรับโอนที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (รับโอนที่ดินติดอายัดไป โดยไม่รู้ตัว) 

👉 ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงนามจดทะเบียนและประทับตราสำคัญในหนังสือสัญญา หรือบันทึกข้อตกลง รวมทั้งสารบัญจดทะเบียน ต้องตรวจสอบบัญชีอายัดว่า มีการอายัดที่ดินที่ผู้ขอประสงค์จะขอจดทะเบียนหรือไม่ ประการใด ทั้งนี้ ตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่กลับลงนามรับรองว่าตรวจสอบแล้วไม่มีอายัด และดำเนินการจดทะเบียนที่ดินให้แก่ผู้ขอ ทั้งที่ในขณะนั้นที่ดินพิพาทถูกอายัดตามประกาศกรมสรรพากร 

การกระทำของเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อ 20 ของคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 635/2547 เรื่อง การอายัดที่ดิน ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายต้องรับโอนที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นผลโดยตรงจากการที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ดินจักต้องมีและใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบการอายัดได้ แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นไม่ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

กรมที่ดินในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ ตามจำนวนที่ศาลกำหนดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 346/2568)