28 กุมภาพันธ์ 2569

นายกเทศมนตรีลงนามอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างโดยขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย ในลักษณะรวบรัดเพื่อจะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้เอง ส่อไปในทางทุจริต เป็นความผิด ป.อ.มาตรา 157 และพรบ.ฮั๊ว ม. 12 แต่ไม่ผิด ป.อ.มาตรา 151 เพราะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด


     จำเลยที่ 1 ตำแหน่งนายกเทศมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย กับมีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างโดยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุไม่รู้ระเบียบมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดเทศบาล มีหน้าที่ควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย แม้จะไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบระเบียบการดำเนินการจ้างโดยตรง และไม่มีอำนาจอนุมัติการจ้าง รวมทั้งไม่มีหน้าที่ในการตรวจรับการจ้างก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบรายงานที่ต้องเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้น จำเลยที่ 2 ลงนามในบันทึกขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่รู้ว่าเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดระเบียบ เสนอให้จำเลยที่ 1 ลงนาม โดยมีการดำเนินการในลักษณะเร่งรีบและรวบรัดเพื่อจะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้เอง อันเป็นพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำไปเพื่อช่วยเหลือให้ ก. และ ส. เป็นผู้รับจ้างทำสัญญากับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมได้รับความเสียหาย ไม่อาจพิจารณาคัดเลือกหาผู้รับจ้างที่เสนอราคาต่ำที่สุดจากการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาเงินค่าอาหาร หรือทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151
     สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลัง ย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำกับดูแลภายในกองคลัง ทั้งยังมีฐานะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และมีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน การรับรองสิทธิการเบิกเงินงบประมาณ การควบคุมการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และเป็นฝ่ายตรวจอนุมัติฎีกาและควบคุมงบประมาณ มีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง การปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม แต่จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้มีการอนุมัติจัดจ้างด้วยวิธีการที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยไม่ทักท้วง และเสนอความเห็นทำนองรับรองความถูกต้องในการปฏิบัติตามระเบียบ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก
     จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 3 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ในการอนุมัติและเห็นชอบให้มีดำเนินการจ้างเหมาประกอบโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่ตามระเบียบจะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำไปโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และเป็นไปในทางเอื้ออำนวยให้ ก. และ ส. เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาจ้างกับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อมจึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

     -----------------------------------------
      โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12
     จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
     ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4
     จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์
     ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน
     จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
     ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพ และยื่นคำร้องขอวางเงินบรรเทาความเสียหาย
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 48 เอกวีสติ โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อม จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม และจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลังเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ในปีงบประมาณ 2551 เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจัดโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ โดยใช้เงินงบประมาณตามเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2551 หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุประเภทค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรับรองและพิธีการเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม 340,000 บาท เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดเทศบาลเป็นผู้ลงนามเห็นชอบให้จัดโครงการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติให้จัดโครงการและมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2551 มีการจัดทำบันทึกกองการศึกษาที่ นม.84701.6/- ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 รวม 2 ฉบับ เรื่อง รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อขอจ้างเหมาประกอบอาหาร 14 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท และเรื่อง รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อขอจ้างเหมาประกอบอาหาร 12 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท โดยรายงานขอจ้างทั้งสองฉบับ มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าเห็นควรดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 และมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อนุมัติ และในวันเดียวกันมีการจัดทำบันทึกกองการศึกษาที่ นม.84701.6/- ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 อีกสองฉบับ เรื่อง ขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหาร 14 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท กับนางสาวกฤษณา และเรื่องขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหาร 12 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท กับนางสวาท บันทึกทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะปลัดเทศบาล และจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่ออนุมัติและมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ 241/2551 ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังลงลายมือชื่อในใบอนุมัติจ้างเลขที่ 193/2551 และ 194/2551 โดยจำเลยที่ 2 มีความเห็นว่า เห็นสมควรอนุมัติ จำเลยที่ 3 มีความเห็นว่าตรวจสอบถูกต้องแล้วเห็นสมควรอนุมัติ เสนอจำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติ ต่อมาเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมโดยจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างกับนางสาวกฤษณาและนางสวาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายโดยมีความเห็นว่า เห็นควรให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่ออนุมัติและมีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่นางสาวกฤษณาและนางสวาทแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่อุทธรณ์
     คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินคดีในระบบไต่สวนศาลต้องพิจารณาค้นหาความจริง เป็นหน้าที่ของศาลที่ต้องตรวจคำฟ้องว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน โดยคดีนี้โจทก์ได้ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีทนายความแล้ว ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งจึงไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทัน แต่ในวันดังกล่าวศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ยืนยันให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเพิ่มเติมตามคำให้การฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีตามข้อกล่าวหาของโจทก์ได้อย่างถูกต้อง มิได้มีข้อหลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาตามคำฟ้องโจทก์เป็นอย่างดีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นนี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
     คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพซึ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา
     ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ดำเนินการจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 เป็นการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยชอบหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้นาง ก. นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินภาค 4 และนาง พ. นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการพิเศษ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนและเบิกความยืนยันเช่นเดียวกันว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ในกรณีดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 14 ซึ่งจะต้องกระทำโดยวิธีสอบราคา ไม่อาจกระทำโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 ได้ หากเรื่องใดไม่มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้จึงจะนำระเบียบกระทรวงการคลังมาใช้ได้ นอกจากนี้นางพุทธิพรยังให้ถ้อยคำอีกว่า ตามระเบียบปฏิบัติกรณีการจ้างซึ่งมีวงเงิน 340,000 บาท เพื่อจัดหาอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงานในวันเดียวกันนั้นจะต้องดำเนินการจ้างในคราวเดียวกัน ไม่อาจแบ่งแยกการจ้างเหมาเป็น 2 สัญญาได้ การที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจัดทำสัญญาจ้างเหมาเป็น 2 ฉบับ โดยแบ่งซื้อแบ่งจ้างและมีรายการอาหารซ้ำซ้อนกันเป็นการดำเนินการที่ผิดระเบียบ และหากเป็นกรณีเร่งด่วนในระยะเวลากระชั้นชิด แม้ไม่สามารถจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ทันก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการแยกการจ้างเพื่อเปลี่ยนวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคาได้เพราะเป็นการต้องห้ามตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ข้อ 13 ข้อ 14 และข้อ 20 เมื่อพิเคราะห์ระเบียบกระทรวงมหาดไทยและระเบียบกระทรวงการคลังทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การจ้างเหมาประกอบอาหารตามฟ้องเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมซึ่งเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุตามความในข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งได้กำหนดคำนิยามของคำว่า "การพัสดุ" ไว้ให้หมายความว่า การจัดทำเอง การซื้อ การจ้าง... และการจ้างให้หมายความรวมถึงการจ้างทำของด้วย ดังนี้ ในการดำเนินการจ้างจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวตามความในข้อ 6 ที่กำหนดให้ใช้ระเบียบฉบับนี้บังคับแก่หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดยใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ เงินช่วยเหลือ เงินนอกงบประมาณ เงินยืมเงินสะสม เว้นแต่ได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่นนี้การจะนำระเบียบอื่นใดมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุรวมถึงการจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องนั้นไว้ หรือในกรณีมีบทบัญญัติหรือระเบียบอื่นใดกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งในส่วนของการจ้างซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท นั้น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 14 วางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยกำหนดให้ดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา ทั้งเมื่อพิจารณาระเบียบกระทรวงการคลังข้างต้นแล้วไม่ปรากฏว่ามีระเบียบข้อใดวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการจ้างกรณีตามฟ้องไว้โดยเฉพาะ อันเป็นบทยกเว้นการนำระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ มาใช้บังคับแก่กรณีการจ้างตามฟ้อง ดังนี้ เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจึงไม่อาจนำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 มาบังคับใช้แก่กรณีการจ้างตามฟ้องโดยอนุโลมดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบต่อสู้มาได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างถึงหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0313.4/ว 1506 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 ทำนองว่า หนังสือฉบับดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยสามารถนำระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมาใช้โดยอนุโลมได้นั้น เห็นว่า ความตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องการจัดหาพัสดุในการฝึกอบรมของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จึงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่จะนำมาถือปฏิบัติสำหรับการเบิกค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 14 ซึ่งจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมไม่อาจเลือกใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 มาอ้างอิงในการดำเนินการจ้างได้ตามอำเภอใจ การที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้ความเห็นชอบ และจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารโดยวิธีตกลงราคา จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นดังกล่าว กรณีมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 หรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น จากการไต่สวนได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 อนุมัติโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 แล้ว มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานดังกล่าวโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 4 เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายอาหาร/เครื่องดื่มและภาชนะใส่อาหาร แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ/เลขานุการฝ่ายอาหาร/เครื่องดื่มและภาชนะใส่อาหาร ให้มีหน้าที่ติดต่อจัดหาอาหาร และมีคำสั่งแต่งตั้งนาย น. นาง ร. และนางสาว ล. เป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปมีหน้าที่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้างประกอบอาหารหรือตกลงราคากับผู้รับจ้าง รวมทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตรวจรับการจ้าง จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่มีการเสนอมาเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ลงนามและเสนอความเห็นตามที่มีการเสนอผ่านมาตามลำดับชั้นในฐานะที่เป็นปลัดเทศบาล ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินงบประมาณค่าอาหารในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาเงินค่าอาหาร 340,000 บาท หรือทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ครั้งนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย กับมีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยภาระหน้าที่ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องรู้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของตน ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นปลัดเทศบาลมีหน้าที่ควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่มีหน้าที่ในเรื่องการตรวจสอบระเบียบการดำเนินการจ้างโดยตรงและไม่มีอำนาจอนุมัติการจ้าง รวมทั้งไม่ได้มีหน้าที่ในการตรวจรับการจ้างก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบรายงานที่ต้องเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้น ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องที่จะให้ความเห็นชอบอย่างถี่ถ้วนก่อนเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติ หากเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องใดไม่ถูกต้องตามระเบียบจะต้องมีข้อทักท้วง สำหรับเรื่องนี้ความปรากฏตามตามหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่รู้ว่าเป็นจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดระเบียบ ยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 ลงนามเสนอความเห็นโดยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารในครั้งนี้ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยข้างต้น เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อหาผู้รับจ้างประกอบอาหารกับเป็นผู้กำหนดรายการอาหาร และจากการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวผู้รับจ้างปรากฏว่านางสาว ก. และนาง ส. ไม่ได้เป็นผู้มีอาชีพประกอบอาหารโดยตรงแต่เป็นลูกจ้างของบริษัท ม. จำกัด ส่วนนาง ส.สฝ เคยรับจ้างส่งนมให้แก่บริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยนาง ส. ไม่ทราบเรื่องที่ตนเองมีชื่อเป็นผู้รับจ้างประกอบอาหารให้แก่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมในโครงการดังกล่าวและไม่เคยทำอาหารไปส่งตามสัญญาจ้าง ทั้งนาง ส. ยอมรับว่าเป็นคนนำเช็คค่าอาหารจากเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมไปเรียกเก็บเงินตามคำไหว้วานของคนขับรถบริษัท ม. จำกัด เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วได้มอบเงินให้แก่คนขับรถดังกล่าวไป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างโดยปรากฏว่ามีการดำเนินการที่ผิดระเบียบหลายขั้นตอนในลักษณะเร่งรีบและรวบรัดเพื่อจะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้เองอันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต โดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นและกระทำไปเพื่อช่วยเหลือให้มีการใช้ชื่อนางสาว ก.และนาง ส. เป็นผู้รับจ้างทำสัญญากับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมได้รับความเสียหายไม่อาจพิจารณาคัดเลือกหาผู้รับจ้างที่เสนอราคาต่ำที่สุดจากการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปเพราะความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเพื่อทำงานในหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของแผ่นดิน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานในอำนาจหน้าที่ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุการไม่รู้ระเบียบมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 2 ลงนามในเอกสารการจัดจ้างไปเพราะถูกจำเลยที่ 1 บังคับและข่มขู่นั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนตามข้อกล่าวอ้าง ทั้งในทางไต่สวนไม่ปรากฏเหตุใด ๆ ตามกฎหมายที่จะยกเว้นโทษให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
     สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลังย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำกับดูแลภายในกองคลัง ทั้งยังมีฐานะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน งานรับรองสิทธิการเบิกเงินงบประมาณ การควบคุมการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และเป็นฝ่ายตรวจอนุมัติฎีกาและควบคุมงบประมาณ มีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง การปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ การดำเนินการใด ๆ ของจำเลยที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ซึ่งจำเลยที่ 3 ย่อมต้องทราบอำนาจหน้าที่ของตนและรู้ถึงระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างดี โดยจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด หากมีการดำเนินการจ้างที่ผิดระเบียบก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอระเบียบที่ถูกต้อง แต่จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้มีการอนุมัติจัดจ้างด้วยวิธีการที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยไม่ทักท้วง และเสนอความเห็นทำนองรับรองความถูกต้องในการปฏิบัติตามระเบียบ ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและมีเจตนาที่จะนำระเบียบกระทรวงการคลังฯ มาใช้บังคับเพื่อหลบเลี่ยงการจ้างโดยวิธีสอบราคาโดยมุ่งหมายที่จะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้โดยสะดวก ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า การดำเนินการจ้างในครั้งนี้เป็นกรณีเร่งด่วนจึงไม่มีเวลาที่จะดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคาได้นั้น เห็นว่า ทางไต่สวนได้ความว่า มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ปี 2551 มาตั้งแต่ก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ดังนี้ หากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมีเจตนาจะดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบมาแต่แรกก็อยู่ในวิสัยที่ดำเนินการในทุกขั้นตอนให้เสร็จสิ้นได้ไม่ยาก แต่กลับไม่กระทำการใดโดยปล่อยเวลาล่วงมาจนเป็นเวลากระชั้นชิดซึ่งนับเป็นข้อพิรุธในการจ้างอีกประการหนึ่งด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อมซึ่งถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองตามบทบัญญัติดังกล่าว และยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ด้วย ดังนั้น เมื่อมีการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานราชการไปตามขอบอำนาจของระเบียบกฎหมายโดยสุจริตโดยมิได้มุ่งหมายให้มีการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 3 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ในการอนุมัติและเห็นชอบให้มีดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่ตามระเบียบจะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กระทำไปโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและเป็นไปในทางเอื้ออำนวยแก่นางสาว ก.และนาง ส.ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาจ้างกับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
     คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ต่ำกว่านี้ได้อีก ทั้งศาลอุทธรณ์ยังลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละหนึ่งในสามนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบและตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่พวกพ้องส่งผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะได้วางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายแล้ว ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพิพากษาลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
     พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

     (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2934/2566)

     กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
     ป.อ. ม. 90, ม. 151, ม. 157
     พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12

โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ในระหว่างที่เจ้าหนี้อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้


           จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม
           -------------------------------------------
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
         จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างพิจารณา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
          โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอันเป็นการละเมิดของจำเลยแก่โจทก์ร่วม 85,000 บาท
          จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
          โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้ยกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ
          โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ได้รับรายได้เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นจากโจทก์ร่วม เมื่อครั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารและควบคุม ฝ่ายปลัดบัญชี โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการเงิน โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพิมพ์ดังกล่าวทำสัญญาร่วมการงานส่งเสริมและพัฒนางานพิมพ์กับบริษัท ส. นาย ถ. รักษาการเสมียนหน่วยการเงินของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโรงพิมพ์ 21,786,074.50 บาท กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางแจ้งโจทก์ร่วมให้มีคำสั่งเรียกผู้ต้องรับผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 18 และข้อ 19 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) มีคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ให้นาย ถ.รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 19,607,467.05 บาท และให้นาง จ. รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าสำนักกิจการโรงพิมพ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 10 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 2,178,607.45 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้นำเงินไปชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จำเลยฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ของโจทก์ร่วม ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 1264/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 863/2561 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากผู้ทุจริตเป็นเงินเพียงใด ให้นำเงินที่ได้รับมาหักหรือคืนตามส่วนแห่งความรับผิด แล้วแต่กรณีให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 (4) และ ข้อ 2 ออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) รวม 4 ฉบับ คือคำสั่งที่ 4/2562 ลงวันที่ 9 มกราคม 2562 ให้อายัดเงินเดือนในส่วนที่เกิน 20,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของจำเลย เพื่อชำระค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการบังคับทางปกครอง คำสั่งที่ 57/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 แต่งตั้งผู้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และขายทอดตลาดทรัพย์สิน คำสั่งที่ 58/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และคำสั่งที่ 59/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทำสัญญาขายรถรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนโอนให้นาย สุ. ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562
          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากนาย ถ. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม 21,786,074.50 บาท คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการทุจริตดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอความเห็นให้กระทรวงการคลังพิจารณา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท คิดเป็นเงิน 19,607,467.05 บาท โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายจึงมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในอายุความตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 กล่าวคือ การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล หรือการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 โจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมดตามความเห็นของกระทรวงการคลัง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 และต่อมาได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมด โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจำเลยภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ใช้เงินถึงที่สุดตามมาตรา 63/8 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 ทั้งนี้ มาตรา 63/12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้ถือว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 และโจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 ทั้งคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เมื่อได้ความว่าจำเลยเพิกเฉยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ทำให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้และทราบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่นาย สุ. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามนัยยะมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่บุคคลอื่นรวมเป็นเงิน 85,000 บาท ซึ่งคำนวณมาจากการตีราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทว่า มีราคา 70,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเอาแก่รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเสียหายเท่าใดก็ตาม แต่ศาลมีอำนาจกำหนดสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้ และพบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทซึ่งจำเลยโอนให้กับบุคคลอื่นไปแล้วเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำการยักยอกเงินของโจทก์ร่วมโดยตรง เพียงแต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าจำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินและเป็นผู้บังคับบัญชาของนายถนอมซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม กระทำการอันถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงมีความเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่า ปัจจุบันจำเลยอายุ 63 ปี รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทที่จำเลยโอนไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2539 และ 2543 และขายได้ราคาเพียง 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดวินัย และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับสภาพความผิดที่จำเลยบกพร่องต่อหน้าที่อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการกำหนดโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยและรอการลงโทษไว้
          พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
          (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568)


27 กุมภาพันธ์ 2569

จำนวนค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิด(รถชน)นั้น จะต้องไม่ซ้ำซ้อนและไม่เกินไปจากความเป็นจริง


          จำนวนค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จะต้องนำจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทประกันภัยมาหักลบออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด เพื่อมิให้ซ้ำซ้อนและมิให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568  ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิดซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยได้ บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องนำค่าเสียหายตามกรมธรรม์จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.ป.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง กรณีต้องนำมาหักชำระด้วยเช่นกัน เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีจำนวนรวม 988,441 บาท คุ้มกับค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 อีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง การไม่นำค่าสินไหมทดแทนที่ได้มาจากบริษัทประกันภัยดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157
          ระหว่างพิจารณา นางสาว ก. มารดาของเด็กชาย ณ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และนาย ช. โดยนางสาว จ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส โดยให้เรียกนางสาวก.ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนาย ก.ว่าโจทก์ร่วมที่ 2
          โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง
          จำเลยให้การรับสารภาพและให้การในส่วนคดีแพ่งว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกคำร้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ
          โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 830,038 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพจำนวน 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 672,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาลแล้วจำนวน 11,559 บาท กับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท กับได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ว. ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีกจำนวน 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้ง 2 จำนวนนี้ มาหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่เหลืออีก 830,038 บาท เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท นั้น เมื่อไม่ปรากฏในทางพิจารณาเกี่ยวกับวงเงินที่กำหนดไว้ตามกรรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่ามีการแยกแยะไว้เป็นประการใด ตามปกติย่อมประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 20 วรรคสอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าปลงศพและการจัดการศพตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจำนวน 35,000 บาท ส่วนหนึ่ง กับค่าเสียหายส่วนที่เหลือซึ่งเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย และโดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน...ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว...ได้" เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกันแล้วแสดงให้เห็นได้ว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก ขณะเดียวกับที่ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ด้วย บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายเบื้องต้นรวมทั้งค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น กรณีต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จึงสามารถนำค่าเสียหายทั้ง 2 ส่วนนี้จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ ส่วนค่าสินไหมทดแทนซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ว.. จำนวน 500,000 บาท เป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยผู้เอาประกันภัยขับไปก่อเหตุละเมิดชนบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 จนถึงแก่ความตาย ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจากการเสียชีวิตของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวตามวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ จึงต้องถือว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากจำเลยผ่านทางบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยโดยอาศัยสัญญาประกันภัยค้ำจุนที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นแล้ว กรณีต้องนำเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยเช่นกัน เมื่อเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยทั้ง 2 แห่ง มีจำนวนรวม 988,441 บาท จึงคุ้มกับค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยตนเองอีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับไปจากบริษัทผู้รับประกันภัยแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยรวมจำนวน 988,441 บาท มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนดในคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
          อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ก.โจทก์ร่วมที่ 2 มีส่วนประมาทในเหตุเกิดขึ้นในคดีนี้ นาย ก.ย่อมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ