08 มีนาคม 2569

กรรมการยักยอกทรัพย์ของบริษัท ถือว่าผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องคดีได้เอง

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 (ประชุมใหญ่) คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

          --------------------------------------------

          โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 และ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี

          จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ระหว่างพิจารณา นางสาวกิรณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264, 265 และมาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยกระทำความผิด 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี รวมจำคุก 48 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 32 ปี แต่กระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ถูกประทุษร้าย 8,962,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

          โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยรู้จักกันตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2556 สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 2 คน คือโจทก์ร่วมและจำเลย โดยทั้งสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท โดยเอกสารที่เกิดเหตุปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นเอกสาร 3 ฉบับ ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ได้แก่ ฉบับที่ 1 หนังสือบริคณห์สนธิซึ่งระบุว่ามีผู้เริ่มก่อการ 3 คน คือ โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌ. ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ละคนเข้าชื่อซื้อหุ้นไว้แล้ว 4,425 หุ้น 3,325 หุ้น และ 2,250 หุ้น ตามลำดับ มีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ 2 แห่ง ฉบับที่ 2 คำรับรองลายมือชื่อของพยาน ซึ่งนางสาว ท.และนาย ย.ลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท ว. ทุกคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตน และด้านล่างของเอกสารมีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ในฐานะผู้เริ่มก่อการ/กรรมการผู้ขอจดทะเบียน ฉบับที่ 3 รายงานชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัท ระบุชื่อโจทก์ร่วม จำเลย และนางสาว ฌ.ว่าแต่ละคนถือหุ้นตามจำนวนหุ้นข้างต้น โดยมีลายมือชื่อที่มีลักษณะว่าเป็นของแต่ละบุคคลกำกับไว้ในตอนท้ายของจำนวนหุ้น และด้านล่างยังมีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการรับรองว่าถูกต้อง จากนั้นประมาณกลางปี 2558 มีข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมและบิดาของโจทก์ร่วมสูญหาย แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความขัดแย้งบาดหมางกันตลอดมา และจำเลยถูกฟ้องว่าลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์ดังกล่าว

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม และจำเลยทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยเป็นผู้จัดเตรียมและรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท ว. เท่านั้น โจทก์ร่วมอ้างแต่เพียงว่าในการก่อตั้งบริษัท ว. นั้น โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 60 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 21 ส่วนที่เหลือเป็นของนายภัทร โดยโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นนั้นได้มีการทำบันทึกไว้แต่ไม่ได้อ้างส่งศาล แสดงว่าโจทก์ร่วมสามารถนำบันทึกข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมาแสดงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่นำมาแสดงต่อศาล ทั้งที่จำเลยปฏิเสธมาตลอดว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับจำนวนหุ้น และรายชื่อผู้ถือหุ้นขาดความน่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจะเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมเบิกความ ส่วนจำเลยปฏิเสธว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 และเอกสารที่นำไปใช้เป็นหนังสือบริคณห์สนธิและรายชื่อผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ว. ระบุว่าโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 และมีโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นกรรมการผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นบริษัทก็ได้มีการดำเนินกิจการโดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการร่วมกัน และมีการนำหนังสือรับรองและหนังสือบริคณห์สนธิฉบับที่จดทะเบียนบริษัทไปทำธุรกรรมเปิดบัญชีเงินฝากของบริษัท ว. ต่อธนาคาร โดยจำเลยยืนยันว่าโจทก์ร่วมและจำเลยช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและรายชื่อหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในบริษัท เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าบริษัท ว. มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เบิกความให้เห็นว่า โจทก์ร่วมรับทราบถึงหนังสือบริคณห์สนธิที่มีการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด และรับทราบได้อย่างไร แต่กลับได้ความจากที่โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่โจทก์ร่วมส่งสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการพร้อมประทับตราบริษัท เอกสารในการขอเปิดบัญชีที่ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเอกสารที่ส่งให้แก่ธนาคารเพื่อขอเปิดบัญชีบริษัท ต่างมีชื่อโจทก์ร่วม จำเลยและนางสาว ฌ.เป็นผู้ถือหุ้น แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารเฉพาะที่มีชื่อนายภัทรเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 เท่านั้น โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคารในการขอเปิดบัญชีบริษัท ทั้งที่โจทก์ร่วมและจำเลยไปดำเนินการด้วยกัน พฤติการณ์และคำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงขัดและแย้งกับเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับหลังจากนั้นทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยก็ยอมรับเอาบัญชีแสดงฐานะการเงินและคำขอเปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท อีกทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมทราบว่ามีการลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมแต่โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมทราบถึงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตั้งแต่เมื่อใด แต่กลับปล่อยปละละเลยและบริหารงานของบริษัท ว. ร่วมกับจำเลยตลอดมา จนกระทั่งมีเหตุขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยในกลางปี 2558 เนื่องจากจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งขอให้เลิกบริษัท ว. จนกระทั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้เลิกบริษัทดังกล่าวและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี สำหรับความขัดแย้งในการบริหารงานร่วมกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น โจทก์ร่วมต้องการไปดำเนินคดีจำเลยเกี่ยวกับการยักยอกเงินของบริษัทเท่านั้น แต่หลังจากไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว จึงได้รื้อฟื้นเรื่องการปลอมเอกสารและ ใช้เอกสารปลอม หนังสือบริคณห์สนธิ คำรับรองลายมือชื่อของพยาน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัทขึ้นมา หลังจากที่มีการดำเนินการในบริษัทร่วมกันมานานประมาณ 2 ปีแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมมีการนำเอาหนังสือรับรองบริษัท และหนังสือบริคณห์สนธิไปใช้ทำธุรกรรมกับธนาคารหลายครั้ง แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ทราบถึงรายละเอียดในหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ร่วมในฐานะกรรมการบริษัทสามารถตรวจสอบถึงความจริงแท้ของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ไม่เชื่อมโยง ยังมีพิรุธน่าสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ว. เป็นจำเลย เพื่อขอเลิกบริษัทต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขณะที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์นั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังไม่ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา และยังไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีบริษัทจึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นเจ้าของร่วมในเงินของบริษัทซึ่งเป็นเงินลงทุนของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วย จำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัททำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายสามารถยกเอาคดีขึ้นว่ากล่าวได้ และมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในข้อหายักยอก นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นและร่วมกันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท บริษัทจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 เงินในส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของบริษัท จึงเป็นเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างร่วมกันนำไปลงทุนกับบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของบริษัท โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยักยอกเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับจำเลย และร่วมกันเป็นกรรมการกับจำเลยในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความอีกว่า บริษัท ว. ซึ่งจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 ส่วนจำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาว ฌ.ถือหุ้นร้อยละ 22 โดยมีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นผู้ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลนั้น ๆ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และเป็นกรรมการบริษัทผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเองว่ากระทำความผิดเป็นแน่ อีกทั้งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทโดยลำพังคนเดียวจะยกคดีขึ้นว่ากล่าว ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีด้วยตนเองในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทก็กระทำมิได้ เนื่องจากต้องกระทำการร่วมกัน กับจำเลยซึ่งเป็นกรรมการร่วมอีกคนหนึ่งตามข้อบังคับของบริษัท แต่อีกสถานะหนึ่งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และมีประโยชน์มีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรง จึงย่อมได้รับความเสียหาย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเอง หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานยักยอกกระทงละ 8 เดือน คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในปัญหาดังกล่าว

          พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานยักยอก ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.