การฟ้องเพิกถอนคำสั่งไล่ออกตามมติ ป.ป.ช. นั้น ผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องศาลได้โดยมิต้องอุทธรณ์คำสั่งก่อน โดยต้องยื่นฟ้องศาลภายใน 90 วันนับแต่วันที่ถูกลงโทษ
หากฟ้องเกินกำหนด 90 วัน ศาลย่อมไม่รับฟ้อง แต่ถ้าได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไว้ด้วย หากต่อมามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกลงโทษออกมาเป็นประการใดแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ถูกลงโทษที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีแต่อย่างใด
✅ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1166/2567 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นายก อบต. ได้ออกคำสั่งลงโทษโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ซึ่งมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้การฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ หรือจะดำเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้นก่อนก็ได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพิพาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ได้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 โต้แย้งคัดค้านคำสั่งพิพาท ในทำนองที่ว่าผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเจตนาทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไมมีอำนาจไต่สวนหรือวินิจฉัยชี้มูลความผิดด้วยเหตุที่ความผิดบางฐานไม่อยู่ในอำนาจของตน การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งพิพาท เมื่อการอุทธรณว่าคำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ประสงค์จะให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งอีกต่อไป และผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างว่าได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้แล้ว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบ อันถือว่าวันถัดจากวันที่ครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์เป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีและจะเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้
เมื่อปรากฏว่านายก อบต. ได้แจ้งสิทธิการฟ้องคดีและระยะเวลาการฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ไว้อย่างชัดแจ้งในคำสั่งพิพาทแล้ว ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับแจงคำสั่งลงโทษเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566
โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องคดีนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ 2567 การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษทางวินัยตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่บังคับใช้กับกรณีนี้กำหนดไว้ และคดีนี้แม้ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีก็เพียงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น มิใช่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยื่นคำฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดี ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
***อย่างไรก็ตาม มาตรา 101 วรรคหนึ่ง ข้างต้น ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยไว้ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1904/2566 และที่ 1304/2567 กรณีผู้ถูกลงโทษใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์และปล่อยให้ระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยล่วงพ้น
ระยะเวลาตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นกรณีที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ถูกลงโทษเอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยไว้พิจารณาได้ อยางไรก็ดี หากปรากฏต่อมาว่า ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกลงโทษเป็นประการใดแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ถูกลงโทษที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีแต่อย่างใด
และมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 508/2568 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกพ้นระยะเวลาตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ฟองคดีเห็นว่าดุลพินิจในการกำหนดโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายควรลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก ซึ่งได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยเมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์(คำสั่งทางปกครอง) แต่ยังเห็นว่าดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้ศาลมีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้ว
ซึ่งจากคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัย ย่อมมีทางเลือกที่จะใช้สิทธิทางศาลตามแนวทางใดและนับระยะเวลาการฟ้องคดีอย่างไร รวมทั้งจะอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร