06/04/2569

ค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง

          หลัก เมื่อมีการเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 118 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ

          ข้อยกเว้น นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีที่มีเหตุตามมาตรา 119 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ

          พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ
          มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
          (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
          (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
          (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
          (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
           หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
          (5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
          (6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
          ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
         การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้

          การเลิกจ้าง หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป (พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง)

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8733/2558 ความหมายของการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง สำหรับกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ 1 การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป 2 ไม่จ่ายค่าจ้างให้ แม้สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนสิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและจ่ายค่าจ้างให้ ก็ไม่ถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนสิ้นสุดลง โจทก์ได้รับสัญญาจ้างฉบับที่ 4 จากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่ตกลงทำสัญญาจ้างกับจำเลยต่อไป จำเลยไม่ได้กระทำการใดที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยเอง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

          การเกษียณอายุของพนักงาน เป็นการที่นายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567  การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้วนายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง
          โจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปี แล้วโจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไปโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด วันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง รวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)

           การที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหากเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง จะต้องมีหนังสือตักเตือนก่อน เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2567 ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ระเบียบวินัยและมาตรการในการลงโทษทางวินัย ข้อ 14 กำหนดโทษสำหรับพนักงานที่กระทำผิดวินัยไว้ทั้งสิ้น 7 ประการ โดยไม่มีเรื่องการลงโทษปรับเงิน แต่การที่โจทก์ลงโทษปรับเงินผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเกิดจากมติของที่ประชุมพนักงานขาย อีกทั้งโจทก์เบิกความยอมรับว่า ในการทำงานโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย และทราบว่าจำเลยมีปรัชญาและสำนึกในการปฏิบัติงาน รวมทั้งโจทก์ได้ลงชื่อในเอกสารความผูกพันส่วนตัวของข้าพเจ้าต่อ "ปรัชญาและสำนึกในการปฏิบัติงาน" (The spirit & The Letter หรือ S&L) ไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบอย่างดีว่าจำเลยให้ความสำคัญกับการที่พนักงานของจำเลยทุกคนซึ่งรวมถึงตัวโจทก์จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งรวมถึงการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด การที่โจทก์ประชุมพนักงานขายแล้วมีมติให้ลงโทษปรับพนักงานที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นโทษที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นการกระทำโดยพลการ จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่การจะพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องคำนึงถึงลักษณะของการกระทำ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นแต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เมื่อโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการภาค มีหน้าที่ดูแลพนักงานขายและบริหารยอดขาย และทางสอบสวนของจำเลยไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโจทก์นำเงินของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปรับมาได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของโจทก์หรือบุคคลอื่นอย่างชัดเจน ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งว่า พนักงานที่ถูกลงโทษปรับเงินเป็นพนักงานที่กระทำความผิดหรือปฏิบัติงานคลาดเคลื่อน บกพร่องจริง การลงโทษปรับประมาณครั้งละ 300 บาท แสดงว่าโจทก์ลงโทษปรับเงินเพื่อต้องการให้พนักงานปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5)
          โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้าง โจทก์ยังคงเหลือวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิจำนวน 1.5 วัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เลิกจ้างตามส่วนให้แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2565 ตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนํายาเสพติดผิดกฎหมาย.... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณีพนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎระเบียบดังกล่าวของจําเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจําเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใดๆ มิได้เฉพาะแต่การนําหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจําเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้
          คดีนี้จําเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติด ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่า จําเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตรการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อจําเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบําบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบําบัดฟื้นฟูดังกล่าว จําเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จําเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จําเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ และถือว่าจําเลยไม่ติดใจจะนํากฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จําเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบําบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จําเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2564  เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 3 ฉบับติดต่อกัน สัญญาแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นการแน่นอน แม้จะมีข้อความในสัญญาจ้าง ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ข้อ 6 ข้อกำหนดอื่น ๆ (ง) การบอกเลิกสัญญา วรรคหนึ่ง ว่า "ตลอดระยะเวลาของการทดลองงานนานสี่ (4) เดือน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้โดยแจ้งล่วงหน้าสอง (2) สัปดาห์ และไม่ต้องอ้างเหตุผล" แต่ก็ไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ทำงานและทำสัญญาจ้างกับจำเลยมาเป็นเวลาคราวละ 2 ปี รวม 3 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์ให้มีระยะเวลาการทดลองงานมาใช้บังคับแก่กันเมื่อมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ และการเลิกจ้างคดีนี้ก็เป็นกรณีเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 อีกด้วย ส่วนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่า ตลอดระยะเวลาทดลองงานนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าโจทก์ทำผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ยอมให้จำเลยเลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกจากงานได้ทันทีก่อนที่จะครบกำหนดเลิกจ้างตามสัญญาได้เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิต บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมทั้งเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาดของจำเลย อันไม่ใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยผู้เป็นนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และเมื่อได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และถือได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 และครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)
          การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยย่อมทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ การเลิกจ้างไม่ได้กระทำโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
          เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง คดีนี้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 (ค) ว่า "การพิจารณาผลงานและการให้โบนัส-นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว" เมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจพิจารณาไม่จ่ายโบนัสตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสตามฟ้อง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564  หนังสือเตือนตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง และไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทางวินัยด้วย จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 และโจทก์มีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้เท่านั้น การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562  ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลย การที่โจทก์นำข้อมูลเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการและการบริหารจัดการองค์กรของจำเลยเพื่อรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินของจำเลยส่งเข้าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของโจทก์ ทำให้ง่ายต่อการส่งข้อมูลดังกล่าวต่อไป หรือนำข้อมูลออกไปโดยจำเลยไม่อาจติดตามได้ การกระทำของโจทก์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริตและเป็นการนำความลับของจำเลยไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และถือเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 33.4 และ 33.5 เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561  โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และอ้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง และไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง
          เหตุทำร้ายร่างกายเกิดบนรถบัสรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ประกาศของจำเลยที่ 2 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้าย ร. โดยบีบคอจนมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 และประกาศดังกล่าว อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561 แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงาน ไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนก โดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
          ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย สำหรับค่าชดเชย โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
          สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด ให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
           ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8759/2558  กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หมายถึงนายจ้างได้ปิดสถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมแล้วย้ายไปเปิดในที่แห่งใหม่อันมิใช่สถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยใช้อู่ปากน้ำเป็นสถานที่จอดเก็บรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.507 ในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถจะต้องเริ่มต้นมาที่อู่ปากน้ำ เวลา 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นกะแรกเพื่อลงชื่อก่อนทำงานแล้วรับรถขับออกจากอู่ไปยังปลายทางสายใต้ใหม่แล้วขับวนกลับมาที่อู่ปากน้ำ เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วโจทก์จะต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำรถไปจอดเก็บไว้ที่อู่ปากน้ำจึงกลับบ้านได้ เมื่อจำเลยได้ปิดสถานที่ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมที่อู่ปากน้ำแล้วย้ายไปใช้อู่สายใต้ใหม่อันมิใช่สถานที่ที่จำเลยใช้ประกอบกิจการประจำอยู่ก่อนแล้วเป็นสถานที่ประกอบกิจการประจำแห่งใหม่ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นแล้ว เมื่อโจทก์มีบ้านอยู่ที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีระยะทางห่างจากอู่ปากน้ำ 3 กิโลเมตร และห่างจากอู่สายใต้ใหม่ 58 กิโลเมตร โดยโจทก์พักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่มีอายุ 56 ปี ซึ่งเจ็บป่วยบ่อยและโจทก์ต้องดูแล เมื่อพิจารณาประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ที่จำเลยเปลี่ยนให้โจทก์จะต้องเริ่มต้นมาทำงานโดยมาลงชื่อก่อนทำงานที่อู่สายใต้ใหม่แล้วรับรถขับจากอู่สายใต้ใหม่ไปยังปลายทางที่อู่ปากน้ำ แล้วขับวนมาที่อู่สายใต้ใหม่ และเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำไปจอดเก็บที่อู่สายใต้ใหม่จึงจะกลับบ้านได้แล้ว แสดงว่าหากโจทก์ต้องทำงานตามที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการจากอู่ปากน้ำไปที่อู่สายใต้ใหม่ ย่อมมีความลำบากและเสียเวลาในการเดินทางมากกว่าเดิม อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีเวลาพักผ่อนน้อยลงกว่าเดิมและไม่มีเวลาดูแลครอบครัวเช่นเดิม เป็นการเพิ่มภาระและก่อความเดือดร้อนแก่โจทก์หรือครอบครัว ถือได้ว่ามีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือครอบครัว หากโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยโดยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้มีผลในวันที่ 9 ธันวาคม 2550 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษดังกล่าว
          ค่าชดเชยพิเศษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) เป็นเงิน 145,175 บาท เมื่อคิดเป็นค่าชดเชยพิเศษคือร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับจะได้เป็นเงิน 72,587.50 บาท การที่ศาลแรงงานกลางเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความและอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษเป็นเงิน 72,587.50 บาท แก่โจทก์ แม้เกินไปจากที่โจทก์มีคำขอบังคับ แต่เป็นการกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามจำนวนเงินที่ถูกต้องแท้จริง จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบแล้ว

04/04/2569

หนี้ที่คู่สมรสเป็นลูกหนี้ร่วมกัน, การทำหนังสือยินยอมให้คู่สมรสทำนิติกรรมใด ๆ ที่มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่คู่สมรสอีกฝ่ายไปทำนิติกรรม มิใช่เป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) จึงไม่ใช่หนี้ร่วม

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568  การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
           ..…................................................

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

          จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม

          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

          พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

           กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

           ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

           มาตรา 1476  คู่สมรสต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ในกรณี ดังต่อไปนี้
           (1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
           (2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
          (3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
          (4) ให้กู้ยืมเงิน
          (5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
          (6) ประนีประนอมยอมความ
          (7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
          (8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
          การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

          มาตรา 1490  หนี้ที่คู่สมรสเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้
          (1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
          (2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
          (3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งคู่สมรสทำด้วยกัน
          (4) หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน

          ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า การที่คู่สมรสให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้เท่านั้น มิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2561 (ประชุมใหญ่)  การที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ส. ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรม จึงมิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2561)

          แต่ถ้าตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วม พฤติการณ์เป็นกรณีที่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2567 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนสิ้นเชิง พฤติการณ์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2565 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ภริยาก่อขึ้นและเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ใหม่) ประกอบมาตรา 150

          การให้สัตยาบันของสามีหรือภริยาแก่หนี้ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นตามมาตรา 1490 (4) ต้องมีหนี้เกิดขึ้นเสียก่อนสามีหรือภริยาถึงจะให้สัตยาบันได้ (ไม่อาจให้สัตยาบันเพื่อก่อหนี้ในอนาคตได้)
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2567 เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) มิได้ให้นิยามหรือคำจำกัดความของคำว่าสัตยาบันไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งพอสรุปได้ว่า สัตยาบัน คือ การยืนยันรับรองความตกลงหรือการรับรองนิติกรรม และเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า บุคคลจะยืนยันรับรองความตกลงหรือรับรองนิติกรรมใดได้ ย่อมต้องมีข้อตกลงหรือนิติกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นเสียก่อนแล้วจึงให้สัตยาบัน การให้สัตยาบันของสามีหรือภริยาแก่หนี้ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นตามมาตรา 1490 (4) ย่อมมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต้องมีหนี้เกิดขึ้นเสียก่อนสามีหรือภริยาถึงจะให้สัตยาบันได้ การให้ความยินยอมในขณะที่ยังไม่มีความตกลง ไม่มีนิติกรรมหรือไม่มีหนี้เกิดขึ้น ย่อมไม่ต้องด้วยความหมายของการให้สัตยาบัน โจทก์ไม่อาจถือเอาหนังสือยินยอมคู่สมรสที่จำเลยที่ 7 ทำไว้ต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 มาเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

          📌 ปรึกษาคดี

01/04/2569

คำร้องทุกข์, ความผิดอันยอมความได้, ฉ้อโกง, การแจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่คำร้องทุกข์ตามกฎหมาย


          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568 จำเลยทั้งสามมิได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ แต่ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
          การที่โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้ต่อโจทก์มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ส่วนที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ ไม่มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกง การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จึงเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96
          ....................................................

          โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 (7)

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 69 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 46 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ประกอบการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ทั้งชำระด้วยเงินสดและแบบให้สินเชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่งเสริมการขายของบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มานานกว่า 4 ปี และโจทก์ยังได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,000 บาท กับค่าตอบแทนพิเศษจากยอดขายสินค้า ในกรณีไม่มีสินค้าอยู่ในคลัง จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าแทนโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง เป็นเงิน 99,732.24 บาท 110,880.68 บาท 59,984.63 บาท 114,516.11 บาท 90,885.80 บาท 37,283.08 บาท 63,620.06 บาท 18,177.16 บาท 162,952.44 บาท 13,610.40 บาท และ 8,325.67 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ค. ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 41,208.38 บาท 36,263.37 บาท 11,078.78 บาท 10,891.53 บาท 25,600 บาท 60,740 บาท 115,310 บาท 49,517.95 บาท 12,567.15 บาท 30,998.97 บาท 25,134.30 บาท และ 5,769.17 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากโครงการ ส. จึงทราบว่าโครงการ ส. ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์

          มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง นั้น เห็นว่า การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ก็โดยร่วมกันใช้อุบายวางแผนลักเงินของโจทก์ไปซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามลักไปคือเงินซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่ข้อที่ได้ความทั้งตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง และจำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามที่สั่งซื้อ แล้วโจทก์ไม่สามารถไปเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ตามวิธีของการค้าขายตามที่เคยปฏิบัติต่อกันได้นั้น เห็นได้ว่า การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องฐานร่วมกันลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ ตามบันทึกรับสภาพความผิด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงสักระยะ จึงตัดสินใจไปลงบันทึกประจำวันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์" หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ แต่ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่มีข้อความว่า "พตท.อุดร แจ้งว่า ตามปจว.ข้อ 17 ก. ลว. 20 ก.ย. 61 (ที่ถูก 60) กรณี น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. ได้มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.เมตตา กับพวก ผู้ต้องหา ซึ่งได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลอื่นที่มีเครดิต สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัทฯ มาทำการหลอกลวงเอาสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างของบริษัท อ. ไปขายให้กับลูกค้าอื่น จนทำให้บริษัทฯ ผู้แจ้งหลงเชื่อส่งมอบสินค้า ค่าสินค้าให้กับลูกค้าอื่นไป รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,214,156.96 บาท ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" แล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เวลากลางวัน น.ส.เมตตา ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าในระหว่างปี 2559 -2560 ขณะเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัท ร. รับผิดชอบขายสินค้าวัสดุก่อสร้างให้กับบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยได้ประจำอยู่ที่บริษัทฯ ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกับนายพีระพันธ์หรือโอม นายกิตติวัจน์หรือช่างอ้วน ใช้อุบายหลอกลวงบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างชื่อลูกค้ารายอื่นของผู้เสียหายที่มีประวัติเป็นลูกค้าชั้นดีและมีเครดิตสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นลูกค้ารายที่แอบอ้างชื่อจึงได้อนุมัติการสั่งซื้อและได้ส่งสินค้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งนายพีระพันธ์ ทราบดีว่าหากสั่งซื้อสินค้าในนามของนายพีระพันธ์ ผู้เสียหายจะไม่ยอมขายสินค้าโดยให้เครดิตและจะไม่ส่งมอบสินค้าให้อย่างแน่แท้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนายพีระพันธ์ ทำให้บริษัทฯ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงได้ให้ น.ส.เมตตา จัดทำบันทึกรับสารภาพความผิด พร้อมได้ให้ น.ส.เมตตา ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในวันนี้ทางบริษัท อ. โดย น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการ จึงได้นำเอกสารบันทึกรับสารภาพความผิด ลงวันที่ 11 ต.ค. 2560 ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.เมตตา กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ เหตุเกิดที่. ลงชื่อ นิดา ผู้แจ้ง ลงชื่อ เมตตา ผู้ต้องหา ลงชื่อ พตท. อุดร สว. (สอบสวน)" นั้น เห็นได้ว่า โจทก์โดยนางสาวนิดาเพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.

           กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
           ป.อ. ม. 96, ม. 335 (7), ม. 341
           ป.วิ.อ. ม. 2 (7), ม. 192 วรรคสาม

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

          ผู้เสียหายแจ้งความโดยไม่มีเจตนาที่จะให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ ไม่ใช่คำร้องทุกข์
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2544  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้ มีอำนาจ แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

          ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่ได้มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ไม่ใช่คำร้องทุกข์
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2543  ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใด การรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2543 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจโท อ. เพื่อเป็นหลักฐานหากจะมีข้อความบางส่วนเป็นเท็จหรือผิดความจริงไปบ้างก็ยังไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ร้อยตำรวจโท อ. ต้องทำการสอบสวนเนื่องจากไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(7) เมื่อจำเลยไม่มีเจตนาจะมอบเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ การแจ้งความของจำเลยจึงย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีเพื่อเอาผิดต่อจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2533 ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตอนแรกระบุว่า โจทก์มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมายแต่ในตอนท้ายระบุว่าร้อยเวรสอบสวนได้รับแจ้งไว้แล้ว สอบถามผู้แจ้งยืนยันว่ายังไม่มอบคดีแก่พนักงานสอบสวน เพียงแต่ต้องการนำเช็คไปฟ้องร้องต่อศาลทางหนึ่งก่อน ดังนี้ คำของโจทก์ที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ยังไม่มอบคดีต่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าโจทก์กล่าวหาโดยมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดคดีของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

          แต่หากมีการร้องทุกข์โดยเจตนาให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมายแล้ว ผู้เสียหายก็ไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดอีก
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568 ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

          📌 ปรึกษาทนาย

ฉ้อโกง, คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ แม้จะไม่ผิดอาญา แต่ก็อาจผิดสัญญาทางแพ่ง

 
         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568 จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม
          ..........................................................
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ระหว่างพิจารณา นางสาวมณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในชื่อ K. ตั้งค่าเป็นสาธารณะ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.facebook.com ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่ กางเกงขาสั่นล้วน สนใจทักแชท 500=29฿ 1000=28฿" กับมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้าของกองสินค้า โจทก์ร่วมพบเห็นข้อความดังกล่าวจึงติดต่อกับจำเลยผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์สั่งซื้อชุดนอน (กางเกงขาสั้น) จากจำเลย 5,000 ชุด ราคาชุดละ 27 บาท และโอนเงินจำนวน 135,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคาร อ. ของจำเลย กำหนดส่งมอบสินค้าที่โกดังของจำเลยในวันที่ 22 กันยายน 2563 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยมีสินค้าชุดนอนอยู่ในครอบครองพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยส่งข้อความว่า "3,000 ชุด ขึ้น 27 บาท โรงงานส่งงานมาให้แล้ว" ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงสั่งซื้อชุดนอนจากจำเลยนั้น ปรากฏว่าในภาพเดียวกันนั้นเองโจทก์ร่วมส่งข้อความถามจำเลยว่า "แล้ว 10,000 ล่ะพี่" ซึ่งหมายถึงหากสั่งซื้อ 10,000 ชุด จะได้ราคาเท่าใด จำเลยส่งข้อความตอบว่า "ได้ราคานี้" ต่อจากนั้นโจทก์ร่วมส่งข้อความว่า "โอเคจ้ารวม 27 น้า" และ "30 หนูโอนให้ กางเกงล้วน 11,000 ชุด" จำเลยส่งข้อความว่า "มีของจำนวนจำกัดน้า" โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบ "ค้าบ" และโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ได้ของวันไหนคะพี่สาว จำเลยส่งข้อความตอบว่ารอบนี้นานหน่อยนะ มีนักขัตฤกษ์ด้วย โจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่า ชัว ๆ พี่ว่ากี่วันคะ จำเลยส่งข้อความตอบว่า 19 – 20 วัน เฉพาะรอบนี้นะ รอบอื่นก็ปกติ 17 วัน โจทก์ร่วมส่งข้อความว่านับให้หนูที จำเลยตอบว่า 20 วัน ชัว ๆ เป็นทุกร้าน ส่วนโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ทันใช่ไหมราคา 27 บาท จำเลยตอบว่าเอาก่อนไหม พี่ไม่รับปาก เขาให้พี่แค่ 100,000 ชุด โจทก์ร่วมส่งข้อความว่าหนูขายหมดไป 5,000 ชุด ได้เงินไม่ถึง 100,000 บาท จำเลยตอบว่าสั่งก่อน ถึงวันที่ 30 ค่อยสั่งใหม่ พี่กลัวสินค้าหมด ถ้าไม่หมดก็ดีไป เขาให้พี่กับพี่เนย 100,000 ชุด โจทก์ร่วมขอเลขบัญชีเงินฝาก จำเลยก็ส่งให้ และจำเลยส่งข้อความว่า 31 ค่อยสั่งทีเดียวก็ได้หนูจะได้ไม่งง อาจเป็นราคา 27.50 บาท จะสั่งซื้อที่พี่ หรือสั่งซื้อจากพี่เนยก็ได้ แต่พี่เนยมีค่าขนส่ง โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบว่าอยากสั่งซื้อกับพี่เพราะใกล้บ้าน วันนี้จอง 5,000 ชุด วันที่ 31 จอง 5,000 ชุด จำเลยส่งข้อความตอบว่าสั่งซื้อวันนี้ได้สินค้าวันที่ 22 ถ้าสั่งซื้อวันที่ 31 ได้สินค้าวันที่ 24 ให้ลองถามร้านพี่เนยก่อนก็ได้ คงได้สินค้าวันเดียวกัน โจทก์ร่วมขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยถ่ายภาพขณะถือบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยส่งไปให้โจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลย จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมต้องการสินค้าเร็วกว่านี้จำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ก็ได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า โจทก์ร่วมเคยสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก B. แต่ครั้งหลังสุดนางสาวณัชชารีย์ไม่ส่งสินค้าภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมให้ดำเนินคดีแก่นางสาวณัชชารีย์ในความผิดฐานฉ้อโกง ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

          คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

          กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
          ป.อ. ม. 341, ม. 343
          ป.วิ.อ. ม. 46, ม. 47 วรรคหนึ่ง
          พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567 คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ต่อไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีได้เอง จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2567  เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีในคดีส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง สิทธิในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และสิทธิของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ยังคงมีอยู่ ไม่ระงับไป

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2566  ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกันโดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534 - 535/2566  เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธิในการนำคดีอาญาของจำเลยที่ 2 มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาล จึงให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกเสียจากสารบบความ ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ย่อมเป็นการไม่ชอบ

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8816/2563  จำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ แม้จะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ติดตามเอาคืนได้ และแม้ห้างขายทองของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยมิได้ซื้อทองจากร้านค้า เพราะซื้อจาก ว. ที่นำมาขาย ถือไม่ได้ว่าซื้อทองคำในท้องตลาด จำเลยต้องคืนทองคำแก่โจทก์
          วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง

31/03/2569

ถ้าคดีสองเรื่องมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นคู่ความเดียวกัน ศาลมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีหลังให้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้


          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2568 (ประชุมใหญ่) ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะที่ดินในส่วนของโจทก์ในตำแหน่งที่ดินแปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ในโครงการจัดสรรที่ดินของบริษัท ท. ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

          จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าส่งคำคู่ความ 550 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 มีชื่อบริษัท ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2523 บริษัท ท. แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดิน แปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 กับบริษัท ท. ภายหลังมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 แล้ว ทำให้ที่ดินที่โจทก์ประสงค์จะซื้ออยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 10 พฤษภาคม 2532 บริษัท ท. โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 สูญหายและขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแต่ต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่กับนางภัทรศกรซึ่งเป็นผู้จะซื้อที่ดินข้างเคียงคราวเดียวกันกับโจทก์

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า พฤติการณ์ของนายอนันต์ถือว่าเป็นตัวแทนโดยปริยายหรือตัวแทนเชิดของจำเลยหรือไม่ และการที่นายอนันต์ส่งมอบโฉนดที่ดินให้นางภัทรศกรยึดถือไว้แทนโจทก์เป็นการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่นายอนันต์ตกลงจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสุเทพ จำเลย โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยร่วม ซึ่งปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายืนให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมแล้ว ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าภายหลังจากจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 มาแล้ว โจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่นายอนันต์ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยครบถ้วนแล้ว นายอนันต์จึงได้มอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินคราวเดียวกับโจทก์และเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เช่นเดียวกันกับโจทก์ยึดถือไว้รอโอนกรรมสิทธิ์ต่อไป พฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีนายอนันต์เป็นตัวแทนข้างต้น แสดงว่ามีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันขึ้นใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยหลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากบริษัท ท. แล้ว จึงได้มีการชำระค่าที่ดินต่อเนื่องมาจนครบ และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 ให้นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินในลักษณะเดียวกันกับโจทก์และอยู่ติดกับที่ดินพิพาทยึดถือไว้แทนโจทก์เพื่อรอการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะในส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

          พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะในส่วนของโจทก์ ตำแหน่งที่ดินแปลงที่ 264 แถวที่ 26 ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท โดยให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

          กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
          ป.วิ.พ. ม. 145
          พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7

29/03/2569

การยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30


          ผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ 
          
          ป.วิ.อ.มาตรา 30 "คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้"

          ข้อสังเกตุ :

          1. ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ทั้งคดีอาญาซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดีอาญาแผ่นดิน แต่ถ้าไม่ได้เป็นผู้เสียหายในคดีอาญานั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568 การที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก ณ. ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอก ณ. หลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอก ณ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่ ข. โดยตรงเพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น ข. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อันมีผลทำให้ ข. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

          2. ผู้ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย หรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5, 6 ที่มีอำนาจอย่างสมบูรณ์
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2549 เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยมาโดยไม่ชอบจำเลยก็ฎีกาไม่ได้ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2563 ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตายจนเป็นสาเหตุให้จำเลยหึงหวงและทะเลาะกัน แล้วแยกกันอยู่กับ จ. ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันอีก วันเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเห็นรถจำเลยจอดอยู่ จึงขับรถมาจอดเทียบข้างรถจำเลย แล้วจำเลยพูดกับผู้ตายว่า มึงยังไม่เลิกยุ่งกับเมียกูอีกหรือ ลูกโตกันหมดแล้ว ก็เป็นการพูดในทำนองขอร้องให้ผู้ตายเลิกคบหากับ จ. และให้เห็นแก่บุตรของจำเลยกับ จ. ซึ่งโตแล้ว แต่ผู้ตายกลับพูดด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า จะเลิกยุ่งทำไม เมียมึงเย็ดมันดี ซึ่งเป็นการพูดต่อหน้าบุตรชายของจำเลยที่เกิดกับ จ. ด้วย คำพูดของผู้ตายเช่นนั้นเป็นการเย้ยหยันและดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของจำเลยอย่างรุนแรง จึงเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และการที่ผู้ตายคบหากับ จ. มาตั้งแต่ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ถือว่าจำเลยถูกกดขี่ข่มเหงต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้จำเลยไม่อาจ อดกลั้นโทสะไว้ได้จึงใช้ปืนยิงผู้ตายไปในทันทีทันใด กรณีย่อมเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72
          ผู้ตายมีส่วนก่อให้จำเลยกระทำความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2101/2567 จ. เป็นบุพการีของ น. ผู้ตาย จ. จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเช่นเดียวกับ ร. โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย การที่ จ. ยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ร่วมเดิม ถือได้ว่า จ. ประสงค์ขอใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วยอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมเพื่อสืบสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วม ย่อมถือว่า จ. เข้าสืบสิทธิดำเนินคดีแทน ร. โจทก์ร่วม เมื่อ ร. ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ จ. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาต่อไป จึงชอบด้วยกฎหมาย จ. จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้

          3. ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล และผู้เสียหายก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายคนเดียวกันนั้นจะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21329/2556 การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ. ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลย แต่การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้จึงไม่ชอบ
 
          4. คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในกรณีมีผู้เสียหายหลายคน และผู้เสียหายคนหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นโจทก์แล้ว ผู้เสียหายคนอื่น ๆ ก็สามารถขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ เพราะสิทธิการฟ้องจำเลยเป็นสิทธิของผู้เสียหายแต่ละคน 
 
          5. ผู้เสียหายมีสิทธิสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเเท่านั้น ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเอง ผู้เสียหายคนอื่นด้วยกันจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้  จะเลี่ยงไปใช้วิธีการยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ได้ เพราะ ป.วิ.อ. มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ทางแก้คือต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3320/2528 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา30, 31 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายสำหรับคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายด้วยกัน มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ สิทธิการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา นอกจากสองกรณีดังกล่าวนี้แล้วย่อมไม่อาจมีได้ ดังนั้น ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายคนหนึ่ง ได้ยื่นฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้
          แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ที่ 3 เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ในคดีนี้คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จึงมิใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีต่อมาได้
          ปัญหาเกี่ยวกับการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2529 การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานั้น มีบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และ 31 เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีนี้แล้ว การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่อาจจะมีได้ ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ผู้เสียหายอื่นจะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่อาจกระทำได้ และจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(2) ซึ่งบัญญัติให้สิทธิบุคคลภายนอกในกรณีร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วม ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ในกรณีนี้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะในมาตรา 30 และ 31 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2562 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าตามฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นการขอให้ศาลสั่งเมื่อมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดอันถือได้ว่าเป็นคำขออุปกรณ์ คดีนี้จึงเป็นคดีความอาญา ซึ่งวิธีพิจารณาคดีจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งหากมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดวิธีพิจารณาคดีไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ไม่นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม สำหรับเรื่องการขอเข้าร่วมเป็นคู่ความในคดีอาญานั้นมีได้เฉพาะดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และมาตรา 31 ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและกรณีพนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายในคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น นอกเหนือจากสองกรณีดังกล่าวแล้ว การขอเข้าเป็นคู่ความในคดีไม่อาจจะมีได้ ทั้งการอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาอนุโลมบังคับใช้ตามที่ผู้ร้องฎีกาก็ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติกรณีเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้ไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 30 และมาตรา 31 แล้ว ประกอบกับการเป็นคู่ความในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) มีเพียงสองฝ่าย คือโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ดังนั้น แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีและมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลย ผู้ร้องก็ไม่อาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้

          6. ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้ คือ มีระยะเวลายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ถึงวันก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีนั้นเท่านั้น

          7.  เมื่อผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแล้ว หากพนักงานอัยการเห็นว่าผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย โดยกระทำหรือละเว้นกระทำการใด ๆ ในกระบวนพิจารณา พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งให้ผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้น ๆ ได้

          8.  คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาต คำสั่งส่งผลให้คดีเสร็จไปจากศาล ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที

          9. ผลของการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ทำให้ผู้เสียหายต้องถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก และผู้เสียหายจะใช้สิทธินอกเหนือไปจากสิทธิของพนักงานอัยการไม่ได้ 
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2525 โจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการ จึงไม่มีอำนาจขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องให้นอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการ หากศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องส่วนที่โจทก์ร่วมขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องไว้ก็มีอำนาจสั่งงดเสียได้
          เมื่อศาลมิได้อนุญาตให้แก้และเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องของโจทก์ร่วม จึงลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องนั้นไม่ได้

           📌 ปรึกษาทนาย