กรณีที่บางท่านอาจจะเป็นผู้ที่มีบ้านและที่ดินอยู่ในแนวเขตเวนคืนซึ่งต้องถูกบังคับซื้อที่ดิน เพื่อดําเนินโครงการต่างๆของรัฐ การได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรมนั้นนับเป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งสําหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดทําบริการสาธารณะของรัฐ
ตัวอย่างคดีซึ่งพิพาทกันด้วยเรื่องการกําหนดค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดิน เป็นกรณีที่ดิน ๒ แปลง ซึ่งตั้งอยู่ในทําเลเดียวกัน แต่เมื่อยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มค่าทดแทน ปรากฏว่าที่ดินแปลงหนึ่งได้ค่าทดแทนเพิ่ม แต่อีกแปลงกลับไม่ได้ค่าทดแทนเพิ่ม ซึ่งดูจะไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของที่ดิน
เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ช. ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด แต่อยู่ในแนวเขตเวนคืนบางส่วน มีเนื้อที่เกือบ ๒ ไร่ โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ติดทางสาธารณประโยชน์ กําหนดราคาค่าทดแทน ราคาไร่ละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท และส่วนที่สอง ไม่ติดทางสาธารณประโยชน์ กําหนดราคาค่าทดแทน ราคาไร่ละ ๘๐,๐๐๐ บาท รวมค่าทดแทนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๓๖ ตารางวา เป็นเงิน ๓๕๔,๔๖๐ บาท ผู้ฟ้องคดีไม่พอใจราคาค่าทดแทนดังกล่าว จึงมีหนังสืออุทธรณ์ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) เพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่ตน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่เพิ่มค่าทดแทนให้เนื่องจากเห็นว่าค่าทดแทนเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนําคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้กรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) กําหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงินจํานวน ๑,๘๗๖,๘๐๐ บาท
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนกําหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาโดยแบ่งผู้อุทธรณ์ออกเป็น ๕ กลุ่ม และมีมติให้เพิ่มค่าทดแทนเฉพาะกลุ่มที่ ๕ (อุทธรณ์โดยอ้างอิงหลักฐานการได้มาตามสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม) และไม่เพิ่มค่าทดแทนให้แก่กลุ่มที่ ๑ ถึงกลุ่มที่ ๓ รวมถึงผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ ๑ (อุทธรณ์โดยอ้างอิงราคาซื้อขายปกติในท้องตลาด แต่ไม่มีเอกสารอ้างอิง) เนื่องจากเห็นว่าราคาค่าทดแทนที่ได้รับเหมาะสมแล้ว ส่วนกลุ่มที่ ๔ มีมติไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้ปรากฏในรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ว่า ที่ดินของผู้อุทธรณ์ในกลุ่มที่ ๕ ของบริษัท ร. ได้รับค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกไร่ละ ๒๐,๐๐๐ บาท จากเดิมไร่ละ ๘๐,๐๐๐ บาท เป็นไร่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยพิจารณาจากหลักฐานการได้มาโดยการซื้อขายตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่ในบัญชีกําหนดราคาค่าทดแทนที่ดินในโซนและบล็อกเช่นเดียวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีในส่วนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๘๖ ตารางวา ซึ่งไม่ติดถนน และใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทําการเกษตรเหมือนกัน แต่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีในส่วนดังกล่าวไม่ได้รับค่าทดแทนเพิ่ม เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีเอกสารอ้างอิงราคาซื้อขายปกติในท้องตลาดมาแสดง
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า ที่ดินทั้ง ๒ แปลงตั้งอยู่ในโซนและบล็อกเดียวกัน และเมื่อพิจารณาแผนที่แสดงที่ตั้งบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีในส่วนดังกล่าวกับที่ดินของบริษัท ร. ต่างก็ไม่ติดทางสาธารณประโยชน์เหมือนกัน ที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้มีสภาพและที่ตั้งที่ด้อยกว่าหรือแตกต่างกับที่ดินของบริษัท ร. แต่อย่างใด การกําหนดราคาค่าทดแทนที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับที่ดินของบริษัท ร. จึงไม่ควรแตกต่างกัน เมื่อมีการพิจารณาอุทธรณ์เพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้กับบริษัท ร. เนื่องจากมีหลักฐานการได้มาโดยการซื้อขายตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ไม่พิจารณาเพิ่มค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากไม่มีเอกสารอ้างอิงราคาซื้อขายปกติในท้องตลาดมาแสดง โดยไม่ได้พิจารณาถึงสภาพและที่ตั้งของที่ดินทั้ง ๒ แปลง ซึ่งไม่แตกต่างกันประกอบด้วย จึงถือว่าไม่ได้กําหนดค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินโดยคํานึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ (ซึ่งใช้บังคับขณะนั้น) ครบถ้วนทั้งมาตรา ซึ่งกําหนดให้คํานึงถึงสภาพและที่ตั้งของที่ดินประกอบด้วย
กรณีจึงเป็นการกําหนดค่าทดแทนที่ดินเฉพาะสวน (เนื้อที่ ๑ ไร่ ๘๖ ตารางวา) ให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เหมาะสม และไม่เป็นธรรม ดังนั้น ค่าทดแทนที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงควรมีราคาไร่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงต้องได้รับเงินค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินเพิ่มอีกจํานวน ๒๔,๓๐๐ บาท (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๔๖/๒๕๖๔)