29/03/2569

การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 ของผู้เสียหาย


          ในกรณีที่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยให้ยื่นคำร้องขอในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์

          ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้
          การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้
          คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้

          สำหรับ คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง คดีแพ่งที่มีมูลมาจากการกระทำความผิดทางอาญา เช่น คดีละเมิด หรือในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง เหล่านี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

          หลักเกณฑ์การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 มีดังนี้

          1 คำร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ต้องยื่นในคดีทีาเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เท่านั้น ถ้าผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ได้ เพราะถือว่าเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นต่อศาลแล้ว ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหาย เป็นกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ไม่ใช่คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ได้

          2 ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 วรรคสอง ให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ดังนั้น ถ้าหากผู้เสียหายไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญากับพนักงานอัยการ ผู้เสียหายก็จะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้แต่เพียงในคดีส่วนแพ่ง

          3. คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง การยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ผู้เสียหายจึงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม เว้นแต่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีไม่สุจริตตาม  ป.วิ.อ. มาตรา 253 แต่ถ้าหากผู้เสียหายฟ้องเรียกเองต้องเสียค่าธรรมเนียม 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12802/2558 เมื่อผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 คำร้องดังกล่าวย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์ยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งซึ่งศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 46 จึงต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาให้เป็นที่ยุติเสียก่อน แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย และกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้จึงชอบแล้ว

          4. ผู้เสียหายที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

          5. สิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเป็นเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย 

          6. ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี

          7. คำร้องจะมีคำขออย่างอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์

          8. ในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา 43 แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์อีกไม่ได้

          9. ศาลที่มีอำนาจรับคำร้อง คือ ศาลที่พิจารณาคดีอาญา


          📌 ปรึกษาทนาย