แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสดงข้อความอันเป็นเท็จ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสดงข้อความอันเป็นเท็จ แสดงบทความทั้งหมด

01/04/2569

คำร้องทุกข์, ความผิดอันยอมความได้, ฉ้อโกง, การแจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่คำร้องทุกข์ตามกฎหมาย


          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568 จำเลยทั้งสามมิได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ แต่ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
          การที่โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้ต่อโจทก์มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ส่วนที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ ไม่มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกง การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จึงเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96
          ....................................................

          โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 (7)

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 69 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 46 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ประกอบการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ทั้งชำระด้วยเงินสดและแบบให้สินเชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่งเสริมการขายของบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มานานกว่า 4 ปี และโจทก์ยังได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,000 บาท กับค่าตอบแทนพิเศษจากยอดขายสินค้า ในกรณีไม่มีสินค้าอยู่ในคลัง จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าแทนโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง เป็นเงิน 99,732.24 บาท 110,880.68 บาท 59,984.63 บาท 114,516.11 บาท 90,885.80 บาท 37,283.08 บาท 63,620.06 บาท 18,177.16 บาท 162,952.44 บาท 13,610.40 บาท และ 8,325.67 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ค. ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 41,208.38 บาท 36,263.37 บาท 11,078.78 บาท 10,891.53 บาท 25,600 บาท 60,740 บาท 115,310 บาท 49,517.95 บาท 12,567.15 บาท 30,998.97 บาท 25,134.30 บาท และ 5,769.17 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากโครงการ ส. จึงทราบว่าโครงการ ส. ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์

          มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง นั้น เห็นว่า การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ก็โดยร่วมกันใช้อุบายวางแผนลักเงินของโจทก์ไปซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามลักไปคือเงินซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่ข้อที่ได้ความทั้งตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง และจำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามที่สั่งซื้อ แล้วโจทก์ไม่สามารถไปเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ตามวิธีของการค้าขายตามที่เคยปฏิบัติต่อกันได้นั้น เห็นได้ว่า การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องฐานร่วมกันลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ ตามบันทึกรับสภาพความผิด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงสักระยะ จึงตัดสินใจไปลงบันทึกประจำวันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์" หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ แต่ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่มีข้อความว่า "พตท.อุดร แจ้งว่า ตามปจว.ข้อ 17 ก. ลว. 20 ก.ย. 61 (ที่ถูก 60) กรณี น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. ได้มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.เมตตา กับพวก ผู้ต้องหา ซึ่งได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลอื่นที่มีเครดิต สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัทฯ มาทำการหลอกลวงเอาสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างของบริษัท อ. ไปขายให้กับลูกค้าอื่น จนทำให้บริษัทฯ ผู้แจ้งหลงเชื่อส่งมอบสินค้า ค่าสินค้าให้กับลูกค้าอื่นไป รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,214,156.96 บาท ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" แล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เวลากลางวัน น.ส.เมตตา ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าในระหว่างปี 2559 -2560 ขณะเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัท ร. รับผิดชอบขายสินค้าวัสดุก่อสร้างให้กับบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยได้ประจำอยู่ที่บริษัทฯ ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกับนายพีระพันธ์หรือโอม นายกิตติวัจน์หรือช่างอ้วน ใช้อุบายหลอกลวงบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างชื่อลูกค้ารายอื่นของผู้เสียหายที่มีประวัติเป็นลูกค้าชั้นดีและมีเครดิตสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นลูกค้ารายที่แอบอ้างชื่อจึงได้อนุมัติการสั่งซื้อและได้ส่งสินค้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งนายพีระพันธ์ ทราบดีว่าหากสั่งซื้อสินค้าในนามของนายพีระพันธ์ ผู้เสียหายจะไม่ยอมขายสินค้าโดยให้เครดิตและจะไม่ส่งมอบสินค้าให้อย่างแน่แท้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนายพีระพันธ์ ทำให้บริษัทฯ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงได้ให้ น.ส.เมตตา จัดทำบันทึกรับสารภาพความผิด พร้อมได้ให้ น.ส.เมตตา ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในวันนี้ทางบริษัท อ. โดย น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการ จึงได้นำเอกสารบันทึกรับสารภาพความผิด ลงวันที่ 11 ต.ค. 2560 ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.เมตตา กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ เหตุเกิดที่. ลงชื่อ นิดา ผู้แจ้ง ลงชื่อ เมตตา ผู้ต้องหา ลงชื่อ พตท. อุดร สว. (สอบสวน)" นั้น เห็นได้ว่า โจทก์โดยนางสาวนิดาเพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.

           กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
           ป.อ. ม. 96, ม. 335 (7), ม. 341
           ป.วิ.อ. ม. 2 (7), ม. 192 วรรคสาม

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

          ผู้เสียหายแจ้งความโดยไม่มีเจตนาที่จะให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ ไม่ใช่คำร้องทุกข์
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2544  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้ มีอำนาจ แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

          ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่ได้มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ไม่ใช่คำร้องทุกข์
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2543  ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใด การรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2543 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจโท อ. เพื่อเป็นหลักฐานหากจะมีข้อความบางส่วนเป็นเท็จหรือผิดความจริงไปบ้างก็ยังไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ร้อยตำรวจโท อ. ต้องทำการสอบสวนเนื่องจากไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(7) เมื่อจำเลยไม่มีเจตนาจะมอบเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ การแจ้งความของจำเลยจึงย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีเพื่อเอาผิดต่อจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2533 ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตอนแรกระบุว่า โจทก์มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมายแต่ในตอนท้ายระบุว่าร้อยเวรสอบสวนได้รับแจ้งไว้แล้ว สอบถามผู้แจ้งยืนยันว่ายังไม่มอบคดีแก่พนักงานสอบสวน เพียงแต่ต้องการนำเช็คไปฟ้องร้องต่อศาลทางหนึ่งก่อน ดังนี้ คำของโจทก์ที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ยังไม่มอบคดีต่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าโจทก์กล่าวหาโดยมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดคดีของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

          แต่หากมีการร้องทุกข์โดยเจตนาให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมายแล้ว ผู้เสียหายก็ไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดอีก
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568 ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

          📌 ปรึกษาทนาย

16/10/2567

ฉ้อโกงประชาชน


          ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 

          ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้และมีโทษหนักกว่าความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 โดยการกระทำความผิดจะต้องมีลักษณะเป็นการฉ้อโกงซึ่งได้กระทำต่อประชาชนโดยทั่วไป สาระสำคัญของความผิดจึงต้องดูว่าการกระทำความผิดนั้นได้กระทำต่อประชาชนโดยทั่วไปหรือไม่ ซึ่งคำว่าประชาชน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง "บรรดาพลเมือง" และคำว่า "พลเมือง" มีความหมายถึง "ชาวเมืองทั้งหลาย"

          ประมวลกฎหมายอาญา

          มาตรา 343 "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท"

          มาตรา 341  "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
          
          ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จะต้องเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2593/2521 จำเลยที่ 1 มิได้เป็นแพทย์และมิได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ จัดให้มีการโฆษณาว่าสามารถรักษาโรคหลายชนิดให้หายได้ ประชาชนหลงเชื่อได้พากันไปรับรักษาโรคต่าง ๆ กับจำเลยที่ 1 วันละประมาณ 50 - 60 คน แต่ไม่หาย เพราะจำเลยที่ 1 มิได้รักษาโรคตามวิธีที่ถูกต้อง ในการรักษาดังกล่าวจำเลยคิดค่ารักษาคนละ 59 บาท ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน และได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากการหลอกลวง จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

          การหลอกลวงเอาเงินจากราษฎรเฉพาะที่มาประชุมจัดสร้างทำนบ ฝายน้ำล้น แม้บุคคลที่ถูกจำเลยหลอกลวงจะมีหลายคน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ตามมาตรา 343
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2527 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน มีหน้าที่ด้านพัฒนาชุมชนโดยเป็นผู้วางแผนหรือวางโครงการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับราษฎรและติดต่อประสานงานระหว่างราษฎรกับทางราชการ จำเลยเป็น ผู้วางโครงการจัดสร้างทำนบฝายน้ำล้นตามความต้องการของราษฎร เพื่อเสนอให้ พ. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำไปชี้แจงขอรับ เงินจัดสรร จากรัฐบาล การที่จำเลยหลอกลวงเอาเงินราษฎรที่ เข้าร่วมประชุมด้วยการเสนอข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยอ้างว่าเพื่อจะนำไปมอบ ให้ พ.เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นขอจัดสรรเงินจากทางราชการ และเอาเงินนั้นไว้เป็นของตนจึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบแม้จะเป็นการจูงใจ ให้ราษฎรที่ประชุมมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่จำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
          การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นั้น ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนเป็นข้อสำคัญ มิได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมากหรือน้อยเป็นเกณฑ์ การที่จำเลยหลอกลวงเอาเงินจากราษฎรที่มาประชุมจัดสร้างทำนบ ฝายน้ำล้นแม้บุคคลที่ถูกจำเลยหลอกลวงจะมีหลายคน ก็ถือ ไม่ได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ตามมาตรา 343

          หลอกลวงเฉพาะเจ้าหนี้ของตนแม้มีจำนวนมาก แต่มิใช่การหลอกลวงประชาชนทั่วไป จึงไม่ผิดมาตรา 343
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 709/2523  ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เป็นเรื่องฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คำว่า "ประชาชน" มิได้มีคำจำกัดความไว้ในประมวลกฎหมายอาญา แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง "บรรดาพลเมือง" และคำว่า "พลเมือง" มีความหมายถึง "ชาวเมืองทั้งหลาย"
          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกหลอกลวงโจทก์และประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ประมาณ 30 คน จึงเป็นการหลอกลวงเฉพาะบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีจำนวนมากเท่านั้น มิใช่เป็นการหลอกลวงประชาชนโดยทั่วๆ ไป ฟ้องดังกล่าวจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

          หลอกลวงกลุ่มนักศึกษาเพื่อขายข้อสอบไม่เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2531  จำเลยโฆษณาหลอกลวงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อขายข้อสอบที่จำเลยเขียนขึ้นเองเพื่อให้นักศึกษาที่ซื้อข้อสอบจากจำเลยหลงเชื่อว่าเป็นข้อสอบจริงที่จะออกสอบ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 เท่านั้น

          หลอกลวงเฉพาะกลุ่มคนต่างด้าวในหมู่บ้านเดียวกับจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15505/2553   ป.อ. มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตาม .ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

          แม้มีการหลอกลวงผู้เสียหายเพียงรายเดียว แต่ถ้ามีลักษณะแสดงเจตนาหลอกลวงต่อประชาชนทั่วไปก็ผิดมาตรา 343
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1867/2523  การแสดงข้อความอันเป็นเท็จจริงต่อประชาชน ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นั้น หาได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลวงลวงมากหรือน้อยเป็นหลักไม่ แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยหลอกผู้อื่นอีกนอกจากผู้เสียหายรายเดียว แต่แสดงเจตนาต่อประชาชนทั่วไปหลอกให้สมัครฝากเงินไว้กับบริษัทจำเลยก็ผิดมาตรา 343 (ข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีการดำเนินการด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงประชาชน โดยได้พิมพ์ข้อความโฆษณา)
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3660/2527 การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมากหรือน้อยเป็นหลัก แต่ถือเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยได้หลอกลวงผู้เสียหายและบุคคลอื่นๆในท้องที่หลายจังหวัดให้มาสมัครไปทำงานต่างประเทศกับจำเลยโดยรับรองว่ามีงานให้ทำและจะได้ไปทำงานเร็ว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมาสมัครงานและชำระเงินให้ แต่จำเลยไม่สามารถจัดส่งไปทำงานและไม่ยอมคืนเงินแก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2540  การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวด้วยต้นเองมาตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เพียงแต่จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วมีการบอกต่อกันไปเป็นทอดๆ เมื่อผู้เสียหายคนหลังทราบข่าวและมาสอบถามจำเลยจำเลยได้ยืนยันแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้นและให้ผู้เสียหายไปติดต่อที่แฟลตทุกครั้ง อันถือได้ว่าเป็นสำนักงานของจำเลยกับพวก แม้จะไม่มีการประกาศรับสมัครงานปิดไว้ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แล้ว จำเลยกับพวกมิได้เป็นผู้รับอนุญาตให้จัดหางานมิได้เป็นกรรมการหุ้นส่วนหรือผู้จัดการของผู้ได้รับอนุญาตให้จัดหางานซึ่งเป็นนิติบุคคล ประกอบกับฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่ายังไม่มีตำแหน่งงานหรืออัตรางานในประเทศบาร์เรนตามที่โฆษณาชักชวนแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายอย่างจริงจังเป็นเพียงอุบายหลอกลวงอ้างเรื่องการจัดหางานเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบค่าบริการให้จำเลยเท่านั้นไม่ต่างกับการหลอกลวงโดยอ้างเหตุอื่นๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566  โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทฺ อ. การที่จำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนในไลน์กลุ่มโดยมีเว็บไซต์ประกอบฟังได้ว่า จำเลยแสดงเนื้อหาและข้อมูลต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจโท ส. ว่า พยานตรวจสอบการมีอยู่ของบริษัท อ. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัยพบว่าไม่มีชื่อในนิติบุคคลจดทะเบียนไว้ ตามหนังสือตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยจำเลยตอบคำถามค้านโจทก์ว่า อ. จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น จำเลยไม่ทราบ แสดงว่า บริษัท อ. อาจจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยต้องแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนการที่จำเลยไม่แจ้งข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้ที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและคำว่า “ประชาชน” หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวว่าเป็นบุคคลใด มีลักษณะเป็นการแสดงต่อประชาชนทั่วไปมิได้เจาะจงคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะซื้อหน่วยลงทุนผ่าน ท. และจำเลยสนทนาการซื้อขายหน่วยลงทุนกับ ท. ผ่านไลน์ จำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ร่วมรวมกับเงินของจำเลยเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทเข้าบัญชีของ บ. และ ท. ตามรายการโอนเงิน จำเลยพูดคุยกับ ท. ผ่านไลน์ว่า โอนเงินต่อให้ ร. และจำเลยก็โอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. โดยซื้อหน่วยลงทุนจาก ท. น่าจะเป็นแผนการหลอกลวงโจทก์ร่วมและประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนตามเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนชักชวนโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทจึงไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ร่วม

          วางแผนหลอกลวงโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันเปิดรับสมัครบุคคลมาทำงานกับบริษัท เป็นการฉ้อโกงประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2512 (ประชุมใหญ่)  จำเลยวางแผนประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันเปิดรับสมัครบุคคลมาทำงานกับบริษัท เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อมาสมัครทำงาน โดยวางอัตราค่าจ้างเงินเดือนสูง วางระเบียบให้ต้องซื้อหุ้นอย่างน้อยหนึ่งหุ้นเป็นเงิน 900 บาท บริษัทตั้งขึ้นแล้ว จำเลยก็มิได้ดำเนินกิจการค้าดังวัตถุประสงค์แต่อย่างใด สินค้าในบริษัทก็ไม่มี ธุรกิจที่จะมอบหมายให้ผู้สมัครรับจ้างปฏิบัติก็ไม่มี ถือได้ว่าจำเลยก่อตั้งบริษัท ดำเนินการด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเพื่อหลอกลวงประชาชน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343
          เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงของจำเลยดังกล่าวแล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงผู้เสียหายคนอื่นในกรณีนี้อีกได้ เพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนต่างถูกหลอกลวงคนละวันคนละเวลา จำนวนเงินที่ถูกหลอกแตกต่างกัน ตำแหน่งงานที่จะจ้างผู้เสียหายไม่เหมือนกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ  มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2547   จำเลยกับพวกได้ก่อตั้งบริษัท ด. ขึ้น และได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนประชาชนว่าบริษัท ด. เป็นบริษัทที่มั่นคงประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องการรับสมัครพนักงานหรือบุคลากรเพิ่มหลายตำแหน่ง และโฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำเงินมาลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่กับบริษัทซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งความจริงแล้วบริษัท ด. ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อการลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์ ก. เป็นความเท็จโดยทุจริตของบริษัท ด. เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อ จึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกสำหรับผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

          เลือกสุ่มโทรศัพท์ไปหลอกลวงประชาชน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบัตรและบัญชีธนาคาร โดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินในบัญชีของประชาชน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใด จึงเป็นการฉ้อโกงประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2559  การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกจัดตั้งระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์ ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวก แล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังประชาชนทั่วไป รวมทั้งประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการติดต่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่าง ๆ ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชีสูงผิดปกติ ให้ไปตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดำเนินการใส่รหัสผ่าน หรือรหัสสั่งให้ระงับการทำรายการในบัญชีเงินฝาก บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มหรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้ ซึ่งเป็นการหลอกลวงเหมือนกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อทำการหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

          แม้จะแสดงข้อความเท็จแก่ประชาชน แต่ถ้าการแสดงข้อความเท็จนั้นไม่มีเจตนาจะได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง ก็ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อไม่ผิดฐานฉ้อโกงก็ย่อมไม่ผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2728/2557   โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ด. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง ทำสัญญานายหน้ากับโจทก์กับพวกเพื่อให้โจทก์กับพวกทำหน้าที่ชี้ช่องติดต่อหาผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์กับพวกติดต่อจำเลยที่ 2 ว่าจะซื้อที่ดิน แต่ยังไม่มีการนัดจดทะเบียนโอน จำเลยทั้งสองร่วมกันไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 3 แปลง และจำเลยที่ 2 ให้บริษัท จ. ซึ่งมี ธ. เป็นตัวแทนเป็นผู้ซื้อที่ดิน โจทก์กับพวกมีสิทธิได้รับค่านายหน้าตามสัญญาเป็นเงิน 5,560,000 บาท แต่จ่ายค่านายหน้าให้โจทก์เพียง 250,000 บาท การให้บริษัท จ. โดย ธ. เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสามแปลง เพื่อให้ตนได้รับค่านายหน้าทั้งหมดหรือบางส่วน อันเป็นการแสดงตนเป็นคนอื่น และการติดต่อทำสัญญากับโจทก์และพวกให้มีการซื้อขายที่ดินของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงได้ไปซึ่งเงินค่านายหน้าของโจทก์ ดังนี้ หากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ตามฟ้องจริง การหลอกลวงเช่นนั้นก็มิได้ทำให้จำเลยทั้งสองได้เงินไปจากโจทก์ซึ่งอ้างว่าถูกหลอกลวงแต่อย่างใด เงินที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ไปนั้นเป็นเพียงเงินค่านายหน้าซึ่งโจทก์ถือว่าตนมีสิทธิจะได้ และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้เท่านั้น เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวกันในทางแพ่ง ทั้งข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือฉ้อโกงประชาชนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้องโจทก์และไม่มีมูลเป็นความผิด

          เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องถึงจำเลยคนใด ถึงแม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยคนนั้นกระทำความผิด แต่ศาลก็ลงโทษไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2562  ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 343 มีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225