แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รุกล้ำที่ดินเอกชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รุกล้ำที่ดินเอกชน แสดงบทความทั้งหมด

01/03/2567

หน่วยงานรัฐสร้างทางรุกล้ำที่ดินเอกชน เป็นละเมิด ต้องรื้อถอน | ละเมิด | คดีปกครอง

 
          การก่อสร้างหรือขยายถนนหนทาง และการจัดทําระบบระบายน้ำ ซึ่งมีแนวเขตคาบเกี่ยวกับที่ดินของเอกชนที่อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้มีความชัดเจนก่อนที่จะทําสัญญาจ้างก่อสร้าง หากทำการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินเอกชนโดยเจ้าของที่ดินไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย เจ้าของที่ดินก็มีสิทธิขอให้รื้อถอนได้ โดยผู้มีหน้าที่ไม่อาจทําการสร้างไปโดยพละการก่อนแล้วค่อยดําเนินการตามขั้นตอนในการจ่ายค่าทดแทน รวมทั้งไม่อาจอ้างว่าดําเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยสุจริตแล้วกระทบกระเทือนต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น โดยที่ยังไม่มีการเวนคืนที่ดินตามกฎหมาย หรือตกลงซื้อขาย หรือเจ้าของยังมิได้อุทิศที่ดินให้ ดังคดีตัวอย่างนี้
 
          ข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีว่า ....... กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงได้ทําสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเอกชนทําการปรับปรุงทางและสร้างระบบระบายน้ำใต้ทางเท้าของทางหลวงแผ่นดินสายหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว เห็นว่าได้มีการก่อสร้างทางเท้าและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตนด้านทิศใต้ยาวตลอดแนวที่ดิน และลึกเข้าไปในที่ดินทางทิศตะวันตกประมาณ 64 ซม. และทิศตะวันออก 94 ซม. ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอให้สํานักงานทางหลวงแก้ไขปัญหาดังกล่าว
          เมื่อทำการตรวจสอบที่ดินส่วนพิพาท ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเขตทางบางช่วงมีการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านรายอื่นจริง จึงมีการอนุมัติลดระยะเขตทางให้ตรงกับข้อเท็จจริง และแต่งตั้งคณะกรรมการปรองดอง เพื่อพิจารณากําหนดค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเขตทางต่อไป
          แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่กรมทางหลวงก่อสร้างทางเท้าและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตนเป็นการกระทําละเมิดทําให้ไม่สามารถใช้ที่ดินในส่วนที่รุกล้ำได้ จึงยื่นฟ้องกรมทางหลวง และสํานักงานทางหลวง ต่อศาลปกครองเพื่อขอให้รื้อถอนทางเท้าและท่อระบายน้ำออกจากที่ดินพิพาท

          โดยศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่า กรมทางหลวงกระทําละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจึงพิพากษาให้รื้อถอนทางเท้าและท่อระบายน้ำในส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำออกเสีย 
          แต่กรมทางหลวงอุทธรณ์ว่า ได้ดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ซึ่งจะมีการเวนคืนที่ดินต่อไป และแม้ว่าหากจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอยู่บ้างแต่ก็เป็นพื้นที่ไม่มากนัก และเป็นการดําเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยสุจริต การให้รื้อถอนจะทําให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของทางราชการ

          คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า กรมทางหลวงกระทําละเมิดโดยก่อสร้างทางเท้าและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด

          ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อกรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงได้ทําสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเอกชนทําการปรับปรุงทางหลวงผ่านย่านชุมชนและทําระบบระบายน้ำใต้ทางเท้า ซึ่งตามบัญชีเขตทางเดิมกว้างข้างละ 20 เมตร ทั้งที่ในความเป็นจริงเขตทางมีความกว้างน้อยกว่า 20 เมตร ทําให้ผู้รับจ้างปรับปรุงทางรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อให้เขตทางกว้างข้างละ 20 เมตร ตามที่กําหนดในสัญญา ดังนั้น เมื่อกรมทางหลวงยังไม่ได้ทําการเวนคืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายทางหลวงว่า “เมื่อมีความจําเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวง ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่นให้ดําเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์” รวมทั้งยังไม่มีการตกลงซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าว และไม่มีหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้อุทิศที่ดินส่วนพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือมีหลักฐานการมอบอํานาจของผู้ฟ้องคดีให้บุคคลใดดําเนินการเช่นว่านั้น

          กรณีจึงเป็นการกระทําละเมิดทําให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายตามนัยมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ขอที่ดินคืนในสภาพเดิม และไม่ประสงค์จะขายที่ดินให้แก่กรมทางหลวง ประกอบกับเมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางเท้าและท่อระบายน้ำที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยคํานึงถึงความเหมาะสม ความจําเป็น และดุลยภาพระหว่างประโยชน์สาธารณะกับความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแล้ว การทําให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยรื้อถอนทางเท้าและท่อระบายน้ำเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำออกนั้น มิได้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะแต่ประการใด เนื่องจากเมื่อรื้อถอนในส่วนที่รุกล้ำแล้วยังคงเหลือทางเท้าและท่อระบายน้ำขนาดกว้างเพียงพอที่ประชาชนจะใช้ประโยชน์ได้
 
          ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ให้กรมทางหลวงดําเนินการรื้อถอนทางเท้าและท่อระบายน้ำส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่ศาลกําหนด (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 58/2565

10/08/2563

การไฟฟ้าปักเสาไฟในที่ดินเอกชนโดยไม่ขออนุญาต | ละเมิด | คดีปกครอง


          การจ่ายกระแสไฟฟ้า ปกติแล้วเสาไฟฟ้ามักจะปักไปตามริมทางสาธารณะ แต่ในกรณีที่ไม่มีทางสาธารณะ ก็อาจจะมีบางครั้งที่จะต้องปักเสาและพาดสายผ่านที่ดินของเอกชน ซึ่งกรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น ถ้าหากการปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินเอกชนนั้นโดยไม่ได้รับความยินยอม การไฟฟ้าก็อาจถูกเจ้าของที่ดินฟ้องเนื่องจากการกระทำละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน

          ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากบริษัท ท.ได้ซื้อที่ดินในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2543 แล้วพบว่าการไฟฟ้านครหลวงได้ปักเสาพาดสายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ ผ่านที่ดินแปลงนี้ไปสู่ที่ดินแปลงอื่น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ท. ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
          บริษัท ท. จึงมีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้านครหลวงเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์เหล่านั้นออกไปจากที่ดิน แต่การไฟฟ้านครหลวงกลับมีหนังสือแจ้งให้บริษัท ท. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายเสาและสายไฟฟ้าออกไปเอง เป็นเงินจำนวน 173,100 บาท
          บริษัท ท. จึงนำคดีไปฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงก็ได้ต่อสู้ในเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีพิพาทนี้อยูในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

          ศาลแพ่งธนบุรีกับศาลปกครองกลางมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง 

          ต่อมาบริษัท ท. จึงยื่นฟ้องการไฟฟ้านครหลวงต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้การไฟฟ้านครหลวงรื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดออกไปจากที่ดิน พร้อมทั้งชำระค่าเสียหายให้แก่ตนด้วย

          ต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่บริษัท ท.ฟ้องว่าการไฟฟ้านครหลวงปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินของตนเพื่อส่งผ่านไปยังที่ดินแปลงอื่น ทำให้บริษัท ท. ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งขอให้การไฟฟ้านครหลวงย้ายเสาไฟฟ้าดังกล่าวออกไปและจ่ายค่าเสียหายให้แก่ตน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

          เมื่อบริษัท ท. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่การไฟฟ้านครหลวงไปดำเนินการปักเสาพาดสายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์อื่นผ่านไปสู่ที่ดินแปลงอื่น บริษัท ท. จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของการไฟฟ้านครหลวง และคำขอของบริษัท ท. ที่ขอให้การไฟฟ้านครหลวงย้ายเสาไฟฟ้าออกไปพร้อมจ่ายค่าเสียหายเป็นคำขอที่ศาลปกครองสามารถกำหนดคำบังคับได้ บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

          ในส่วนเรื่องของระยะเวลาการฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การที่การไฟฟ้านครหลวงปักเสา พาดสายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์อื่นลงในที่ดินของบริษัท ท. โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ท. และตราบใดที่ยังไม่มีการรื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกจากที่ดิน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อเนื่องตลอดเวลาจนถึงวันฟ้องคดี บริษัท ท. จึงยื่นฟ้องคดีนี้ได้ตลอดตราบเท่าที่ยังคงมีการกระทำละเมิด และถือเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

          ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจรับคำฟ้องของบริษัท ท. ที่ขอให้ การไฟฟ้านครหลวงรื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดออกไปจากที่ดิน พร้อมทั้งชำระค่าเสียหายให้แก่ตนไว้พิจารณาได้

          (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 419/2560)

           ***การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ทั้งนี้ ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542