การกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดนั้น
ป.อ.มาตรา 90 เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด
แต่ถ้ากระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ป.อ.มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้
(1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี
(2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี
(3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
การพิจารณาว่าการกระทำความผิดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งต้องเรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ.มาตรา 91 นั้น ต้องใช้การตีความกฎหมาย และอาศัยหลักที่วางไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้
กรรม คือ การอันตนกระทำครั้งหนึ่งคราวเดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2457 ให้คำจำกัดความคำว่า "กรรม" ไว้ว่า กรรม คือ การอันตนกระทำครั้งหนึ่งคราวเดียว มิได้ต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ผิดกฎหมายหลายบทนั้น เรียกว่าละเมิดกฎหมายหลายบท พึงวางบทที่หนักลงโทษแก่ผู้กระทำผิด
กรณีต่างกรรมต่างวาระหรือต่างตัวบุคคลผู้ถูกบาดเจ็บนั้นเรียกว่าผิดหลายกระทงพึงเรียงกระทงลงโทษแก่ผู้นั้นได้ทุกกระทงความผิด
การกระทำครั้งเดียว โดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2504 จำเลยเข้าไปในห้องซึ่งมีทรัพย์ของคนหลายคนเป็นเจ้าของ แล้วลักเอาทรัพย์ของคนหลายคนนั้นไปในคราวเดียวกัน ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ไม่ใช่แยกเป็นต่างกรรมต่างวาระกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568 การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568 จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2568 การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ แม้การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10), 51 ความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 25 (1), 58 และความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตามมาตรา 25 (2), 59 จะเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษแตกต่างกันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทั้งสามข้อด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำความผิดทั้งสามข้อจึงเป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาหารไม่บริสุทธิ์ และอาหารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่การกระทำความผิดต่างกรรมกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2567 โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกว่า ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวก กระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ว่า บริษัท ส. มีโครงการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมลงทุนซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกต่างประเทศและบริษัทจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ซึ่งหักภาษีแล้ว งวดแรกจะได้รับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ลงทุน และงวดต่อไปร้อยละ 10 ของเงินลงทุนทุกเดือนติดต่อกันไป หลังจากที่โจทก์ตกลงและเข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านจำเลยทั้งสองกับพวก จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์หลายครั้ง ซึ่งการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้องในแต่ละข้อนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์หลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว การที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกในแต่ละครั้งหลังจากโจทก์รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและตกลงลงทุนตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อและร่วมลงทุนกับบริษัท ส. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2567 โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอลออนไลน์ บนเว็บไซต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมกันมาในข้อเดียวกัน ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏชัดเจนว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้เล่นการพนันแต่ละประเภทแยกต่างหากออกจากกันเป็นแต่ละกรรมต่างกัน ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันหลายประเภทตามที่กล่าวในฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และต้องถือตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกมีเจตนาเดียวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงเพื่อที่จะให้เงินของผู้เสียหายที่ 3 ที่โอนเงินชำระค่าสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 นั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90
แต่ถ้าเป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันและเป็นการกระทำที่แยกกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นหลายกรรม ต้องลงโทษทุกกรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7708/2568 ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้
จำเลยปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง และในแต่ละวันหลังจำเลยปลอมเอกสารดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย แม้จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในวันเดียวกัน โดยยื่นต่อผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติเงินกู้จากผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายต้องพิจารณาอนุมัติเป็นรายเรื่องรายกรณีไปตามเนื้อความในเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว การปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน และการใช้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวยื่นแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อฉ้อโกงเอาเงินจากผู้เสียหายแต่ละครั้ง แม้กระทำวันวันเดียวกันก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกัน และเป็นการกระทำที่แยกกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568 จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์หลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568 จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ 42/2507 การตัดไม้และการมีไม้ที่ตนตัดฟันไว้ในครอบครอง เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แม้ผู้นั้นจะกระทำการต่อเนื่องกัน…