พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดกย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย
จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน
โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ
(สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์-ปิยนุช จรูญรัตนา-เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล)
กฏหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1603
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8 วรรคสอง
ป.พ.พ.มาตรา 1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม”
ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม”
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497
มาตรา ๘ วรรคสอง ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก