28 กุมภาพันธ์ 2569

โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ในระหว่างที่เจ้าหนี้อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้


           จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม
           -------------------------------------------
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
         จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างพิจารณา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
          โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอันเป็นการละเมิดของจำเลยแก่โจทก์ร่วม 85,000 บาท
          จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
          โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้ยกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ
          โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ได้รับรายได้เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นจากโจทก์ร่วม เมื่อครั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารและควบคุม ฝ่ายปลัดบัญชี โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการเงิน โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพิมพ์ดังกล่าวทำสัญญาร่วมการงานส่งเสริมและพัฒนางานพิมพ์กับบริษัท ส. นาย ถ. รักษาการเสมียนหน่วยการเงินของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโรงพิมพ์ 21,786,074.50 บาท กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางแจ้งโจทก์ร่วมให้มีคำสั่งเรียกผู้ต้องรับผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 18 และข้อ 19 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) มีคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ให้นาย ถ.รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 19,607,467.05 บาท และให้นาง จ. รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าสำนักกิจการโรงพิมพ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 10 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 2,178,607.45 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้นำเงินไปชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จำเลยฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ของโจทก์ร่วม ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 1264/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 863/2561 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากผู้ทุจริตเป็นเงินเพียงใด ให้นำเงินที่ได้รับมาหักหรือคืนตามส่วนแห่งความรับผิด แล้วแต่กรณีให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 (4) และ ข้อ 2 ออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) รวม 4 ฉบับ คือคำสั่งที่ 4/2562 ลงวันที่ 9 มกราคม 2562 ให้อายัดเงินเดือนในส่วนที่เกิน 20,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของจำเลย เพื่อชำระค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการบังคับทางปกครอง คำสั่งที่ 57/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 แต่งตั้งผู้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และขายทอดตลาดทรัพย์สิน คำสั่งที่ 58/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และคำสั่งที่ 59/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทำสัญญาขายรถรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนโอนให้นาย สุ. ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562
          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากนาย ถ. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม 21,786,074.50 บาท คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการทุจริตดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอความเห็นให้กระทรวงการคลังพิจารณา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท คิดเป็นเงิน 19,607,467.05 บาท โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายจึงมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในอายุความตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 กล่าวคือ การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล หรือการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 โจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมดตามความเห็นของกระทรวงการคลัง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 และต่อมาได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมด โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจำเลยภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ใช้เงินถึงที่สุดตามมาตรา 63/8 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 ทั้งนี้ มาตรา 63/12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้ถือว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 และโจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 ทั้งคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เมื่อได้ความว่าจำเลยเพิกเฉยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ทำให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้และทราบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่นาย สุ. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามนัยยะมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่บุคคลอื่นรวมเป็นเงิน 85,000 บาท ซึ่งคำนวณมาจากการตีราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทว่า มีราคา 70,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเอาแก่รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเสียหายเท่าใดก็ตาม แต่ศาลมีอำนาจกำหนดสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้ และพบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทซึ่งจำเลยโอนให้กับบุคคลอื่นไปแล้วเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำการยักยอกเงินของโจทก์ร่วมโดยตรง เพียงแต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าจำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินและเป็นผู้บังคับบัญชาของนายถนอมซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม กระทำการอันถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงมีความเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่า ปัจจุบันจำเลยอายุ 63 ปี รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทที่จำเลยโอนไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2539 และ 2543 และขายได้ราคาเพียง 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดวินัย และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับสภาพความผิดที่จำเลยบกพร่องต่อหน้าที่อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการกำหนดโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยและรอการลงโทษไว้
          พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
          (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568)