คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568 แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้ายด้วย เมื่อบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของจำเลยคงมีผู้เสียหายกับ พ. อยู่ในบ้านเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการี มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดา
-------------------------------------------
คดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน กล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น
จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าบุพการี แต่เมื่อสืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าบุพการี จำคุกตลอดชีวิต เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานพยายามฆ่าบุพการี เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าบุพการี คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นาง จ. ผู้เสียหาย เป็นมารดาของจำเลย บ้านของผู้เสียหายเลขที่ 97 ด้านหลังบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยเลขที่ 97/3 ทางด้านหน้าบ้าน ด้านที่ติดกันมีตาข่ายกรองแสงและประตูไม้กั้นเป็นแนวเขต ประตูไม้นี้มีลักษณะเป็นแผ่นไม้หลายแผ่นประกอบกันในแนวตั้ง ระหว่างแผ่นมีช่องแคบ ๆ ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนาย พ. ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดาของจำเลย ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเกี่ยวกับแนวเขตบ้าน ในวันเกิดเหตุที่ 30 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ดังกล่าว กระสุนปืนทะลุประตูไม้เป็นรูไปถูกผู้เสียหายที่หน้าอกใต้ไหปลาร้าด้านขวาขณะอยู่ในครัวกำลังจะหยิบจานข้าว สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์
คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ปัญหานี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กำแพงไม้ 1 นัด โดยไม่ทราบว่าใครเดินมา จำเลยเห็นเพียงเงาคนเข้าใจว่าเป็นนาย พ. น้องชาย ทำนองว่าจำเลยเจตนายิงนาย พ. โดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่เดินมาเป็นนาย พ. ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวอ้างย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายได้ และกรณีหาใช่เป็นเรื่องไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีนั้นชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การสำคัญผิดในตัวบุคคลที่กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่ก็ตาม ก็คงถือได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเท่านั้น แต่การกระทำนั้นจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน พิเคราะห์แล้ว แม้จะฟังข้อเท็จจริงไปตามที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาว่า หลังจากจำเลยได้บอกข้างบ้านให้เอากำแพงที่รุกล้ำออกและใช้เท้าถีบกำแพงแล้วจำเลยเดินเข้าไปในบ้านเอาอาวุธปืนยิงใส่กำแพงไม้ทะลุ 1 นัด (คงหมายถึงประตูไม้) โดยไม่ทราบว่าเป็นใครเดินมา เห็นเพียงเงาตะคุ่ม คิดว่าเป็นนาย พ. เพราะถ้าเป็นผู้เสียหายจะมีเสียงเอะอะดังมาก่อนนั้น เห็นว่า ที่บ้านของผู้เสียหายคงมีผู้เสียหายกับนาย พ. อยู่ในบ้านด้วยกันเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีแล้ว มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาดังฎีกาของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง กล่องเก็บอาวุธปืนของกลางไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
พิพากษายืน แต่ไม่ริบกล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 62 วรรคท้าย บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น
มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 289 ผู้ใด
(1) ฆ่าบุพการี
(2) ........
ต้องระวางโทษประหารชีวิต